วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

12: ธรรมทานจากญาติธรรม

ผู้เขียนได้เขียน  บทความขึ้นมาเป็นคู่มือให้กับผู้ที่สนใจได้นำไปใช้  ซึ่งบทความทั้งหมดนี้...พระเบื้องบน...ได้ช่วยชี้แนะอีกทอดหนึ่ง...อย่างน้อยคนที่นำไปใช้ย่อมเกิดผลตามที่ต้องการ   ไม่ใช่เขียนคิดไปเอง
"การให้ธรรมเป็นทาน
ชนะการให้ทานทั้งปวง
แต่ไม่ควรลืมทานทั้งปวง
เพื่อธรรมทานจะได้บริบูรณ์"
จากคำคมของ พระอาจารย์เกษม อาจิณุณสิโล (ถูกใจจึงนำคำคมนี้มาฝากไว้ที่นี่)

ในกระทู้นี้ผู้เขียนได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง
1.  การลาพุทธภูมิเพื่อขอเป็นสาวกภูมิ
2.  อุทิศส่วนกุศล
3.  ขอขมาพระเบื้องบนฯลฯ
4.  บวงสรวงเพื่อขายที่ดิน 
5.  วิธีแก้บนที่ตนจำไม่ได้ตั้งแต่อดีตชาติสืบต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน 
6.  คาถาเงินล้านวัดท่าซุง

1. การลาพุทธภูมิเพื่อขอเป็นสาวกภูมิ
               การลาพุทธภูมิเป็นวิธีการสำหรับคนที่เคยปรารถนาพุทธภูมิ (ทุกๆคนเคยปรารถนามาก่อนทั้งสิ้นแต่จำไม่ได้) และต้องการเข้านิพพาน  เบื่อหน่าย ไม่อยากจะเวียนไหวตายเกิด
อุปกรณ์ที่ใช้ในการลาพุทธภูมิ
              - ใช้จิตสื่อจิต เนรมิตของทุกอย่างเป็นทิพย์
              - เงิน 300 บาท แบ่งเป็น 3 กองๆละ 100 บาท (ห้ามน้อยกว่านี้ต่อกอง มากกว่าได้) เงิน 3 กองนี้เป็นค่าปรับ ผิดสัจจะ เพื่อใช้สำหรับถวายเป็นสังฆทาน 3 ชุด (หยอดในตู้รับบริจาคที่วัดฯ 3 ตู้ที่ไม่เหมือนกัน...ใช้ได้)
วิธีการลา
              สถานที่ ตามสะดวกและเหมาะสม  ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครมายุ่งรบกวน วางเงินไว้ 3 กอง
              ผู้ที่ลา...ใช้จิตโน้มขึ้นไปแดนนิพพาน(มโนภาพนึก)  จะเห็นหรือไม่เห็นไม่ต้องสนใจ  ในใจขอให้คิดว่าไปถึง...มีความศรัทธาเชื่อมั่นเป็นใช้ได้
         นึกว่าเห็นตนเองในชุดพระวิสุทธิเทพใสเหมือนเพชร นั่งพนมมืออยู่หน้าพระเบื้องบน(ชุดวิสุทธิเทพใสเหมือนแก้ว)...ทำซ้อนระหว่างเบื้องบนกับเบื้องล่างพร้อมกัน
              นึกแยกร่าง(แบ่งร่าง)ออกมากมายเท่ากับพระเบื้องบน สุดลูกหูลูกตาหนาแน่นไปหมด
ขั้นตอนคำอธิษฐาน
              สวดบท นะโม 3 จบ
              สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด
               ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมี
               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร
               ขออาราธนาคุณพระธรรม
               ขออาราธนาบารมีพรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย
               ขออาราธนาบารมีพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน
               ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์มาเป็นสักขีพยาน
               ในอดีตชาติสืบๆต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าได้เคยปรารถนาพุทธภูมิหรือไม่  ดังนั้นถ้าหากเคยปรารถนาพุทธภูมิ ข้าพเจ้าขอถอนคำอธิษฐานเรื่องปรารถนาเรื่องเกี่ยวกับพุทธภูมิทั้งหมด
               เวลานี้ข้าพเจ้าตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาขอเป็นสาวกภูมิ  ขอโปรดได้เมตตาสงเคราะห์ด้วยเถอะ
ถวายปัจจัยสิ่งของ  
         -  นึกเนรมิตสิ่งของทุกอย่างด้วยจิต ทุกสิ่งที่ถวายเป็นของทิพย์
         - ดอกไม้ทิพย์ เช่น ดอกบัว 2 ดอกใสเหมือนเพชร
         - ธูปเทียนแพ 1 ชุด ต่อพระเบื้องบน 1 องค์
         - ชุดพระวิสุทธิเทพ 1 ชุด ต่อพระเบื้องบน 1 องค์
         - เงิน 3 กอง น้อมถวายพระเบื้องบน...
      - ฯลฯ
      - ขอพระเบื้องบนโปรดรับ และ โมทนาด้วยเถอะ (นึกในจิต ถวายให้กับพระเบื้องบน)
-----------------------------------------------------------
2. อุทิศส่วนกุศล
               สถานที่ ตามสะดวกและเหมาะสม  ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครมายุ่งรบกวน
               ใช้จิตโน้มขึ้นไปแดนนิพพาน(มโนภาพนึก)  จะเห็นหรือไม่เห็นไม่ต้องสนใจ  ในใจขอให้คิดว่าไปถึง...มีความศรัทธาเชื่อมั่นเป็นใช้ได้
         นึกว่าเห็นตนเองในชุดพระวิสุทธิเทพใสเหมือนเพชร นั่งพนมมืออยู่หน้าพระเบื้องบน(ชุดวิสุทธิเทพใสเหมือนแก้ว)...ทำซ้อนระหว่างเบื้องบนกับเบื้องล่างพร้อมกัน
               นึกแยกร่าง(แบ่งร่าง)ออกมากมายเท่ากับพระเบื้องบน สุดลูกหูลูกตาหนาแน่นไปหมด
               สวดบท นะโม 3 จบ
               สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด
               ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมี
               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร
               ขออาราธนาคุณพระธรรม
               ขออาราธนาบารมีพรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย
               ขออาราธนาบารมีพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน
               ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์ในการอุทิศส่วนกุศลครั้งนี้ด้วยเถอะ

                “อิทังบุญพลัง” ผลบุญใดที่ได้บำเพ็ญแล้วตั้งแต่อดีตชาติสืบๆต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าขออุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่กำลังส่งผลถึงข้าพเจ้า ขอโปรดรับและโมทนาด้วยเถอะ
               เมื่อท่านได้รับบุญแล้ว ขอให้ท่านมีความสุขยิ่งๆขึ้น มีภพภูมิที่สูงยิ่งๆขึ้น
               ผลกรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ก่อขึ้นในอดีตชาติสืบต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบันด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา  ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายโปรดงดโทษนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถอะ  เรามาดีกันนะ

ถวายปัจจัยสิ่งของ  
นึกเนรมิตสิ่งของทุกอย่างด้วยจิต ทุกสิ่งที่ถวายเป็นของทิพย์  นึกเห็นเจ้ากรรมนายเวรเต็มหนาแน่นไปหมด
               - ดอกไม้ทิพย์ เช่น ดอกบัว 2 ดอกใสเหมือนเพชร ต่อเจ้ากรรมนายเวร 1 ท่าน
               - ธูปเทียนแพ 1 ชุด ต่อเจ้ากรรมนายเวร 1 ท่าน
               - ชุด เสื้อผ้าเทวดานางฟ้า  1 ชุด ต่อเจ้ากรรมนายเวร 1 ท่าน
            - ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายโปรดรับ และ โมทนาด้วยเถอะ (นึกในจิต ถวายให้กับเจ้ากรรมนายเวรมากมาย กราบขอขมา 3 ครั้ง มีพระเบื้องบนนั่งล้อมอยู่รอบๆ)
---------------------------------------------------------
3. ขอขมาพระเบื้องบนฯลฯ
               สถานที่ ตามสะดวกและเหมาะสม  ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครมายุ่งรบกวน
               ใช้จิตโน้มขึ้นไปแดนนิพพาน(มโนภาพนึก)  จะเห็นหรือไม่เห็นไม่ต้องสนใจ  ในใจขอให้คิดว่าไปถึง...มีความศรัทธาเชื่อมั่นเป็นใช้ได้
              นึกว่าเห็นตนเองในชุดพระวิสุทธิเทพใสเหมือนเพชร นั่งพนมมืออยู่หน้าพระเบื้องบน(ชุดวิสุทธิเทพใสเหมือนแก้ว)...ทำซ้อนระหว่างเบื้องบนกับเบื้องล่างพร้อมกัน
              นึกแยกร่าง(แบ่งร่าง)ออกมากมายเท่ากับพระเบื้องบน สุดลูกหูลูกตาหนาแน่นไปหมด
              สวดบท นะโม 3 จบ
              สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด
               ข้าพเจ้า ขอกราบขอขมา...ผลกรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ก่อขึ้นในอดีตชาติสืบต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบันด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา  ต่อ
               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร
               พระธรรม
               พรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย
               พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน
               ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์ โปรดงดโทษนั้น  ให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเถอะ  โปรดเมตตาสงเคราะห์ด้วยเถอะ
ถวายปัจจัยสิ่งของ  
นึกเนรมิตสิ่งของทุกอย่างด้วยจิต ทุกสิ่งที่ถวายเป็นของทิพย์
               - ดอกไม้ทิพย์ เช่น ดอกบัว 2 ดอกใสเหมือนเพชร
               - ธูปเทียนแพ 1 ชุด ต่อพระเบื้องบน 1 องค์
            - ฯลฯ
            - ขอพระพุทธองค์ และทุกๆท่านที่กล่าวมา โปรดรับ และ โมทนาด้วยเถอะ (นึกในจิต ถวาย...เต็มไปหมด)
---------------------------------------------------------
4. บวงสรวงเพื่อขายที่ดิน (ผู้มีบารมีเพียงพอถึงจะได้ผล  บุคคลทั่วไปทำไม่ได้)
พิธีบวงสรวงเพื่อ ขายกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดิน... เมื่อบวงสรวงแล้วจะทำให้เจ้าของตัวจริงมาพบในวาระเวลาที่เหมาะสม  แต่ละแปลงจะมีเวลาเกิดขึ้นไม่เท่ากัน
   
สิ่งประกอบได้แก่ ในกรณีที่ ต้องการขายกรรมสิทธิ์(ขายที่-ขายบ้าน)
พิธีกรรมจะแบ่งตามที่ถือครองที่ดิน  แบ่งออกเป็น 3 พิธีกรรมหรือ 3 รูปแบบ
แบบที่ 1 มีที่ดินเล็กน้อย ไม่มากกว่า 10 ไร่
แบบที่ 2 มีที่ดินมากกว่า 10 ไร่  แต่มีไม่เกิน 100 ไร่
แบบที่ 3 มีที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ขึ้นไป
แบบที่ 1 มีที่ดินเล็กน้อย ไม่มากกว่า 10 ไร่
- . ผ้าขาวปูเป็นพื้นที่ ขนาดพองาม จะใช้โต๊ะหรือไม่ก็ได้
- . สิ่งของที่จะต้องเตรียมในพิธีกรรม แบบที่ 1 มีที่ดินเล็กน้อย ไม่มากกว่า 10 ไร่
1. ชุด บายศรี เทพ 1 พาน และ พรหม 1 พาน
2. ข้าว…ถวายแม่พระธรณี 1 กระทง (ขนาดพองาม) นำมาวางบนผ้าขาว
3. น้ำป่าว 3 แก้ว ใช้น้ำดื่มชนิดขวดแทน 3 ขวด (ขวดเล็ก-ใหญ่ใช้ได้)
4.กล้วยน้ำว้าสุก 3 หวี
5. มะพร้าวอ่อน 3 ผล
6. ธูป 3 ดอก
7. เทียนหนัก 1 บาท 2 เล่ม
8. ผลไม้(ยิ่งมากยิ่งดี)  เช่น มะม่วง สับปะรด ขนุน พุททรา มังคุด เงาะ ลิ้นจี่  ผลไม้ที่ห้ามใช้ ส้ม  องุ่น  แตงโม(แตงทั้งหลายห้าม)  ทุเรียน  ลำไย  สละ ลูกทับทิม การเพิ่มผลไม้จะต้องเพิ่มครั้งละ 3 ผลหรือ 3 พวง
- . ของทั้งหมดวางบนปูผ้าขาวที่ปู ...
- . จุด ธูป / เทียน ปักในที่อันสมควร
อธิษฐาน แบบที่ 1 มีที่ดินเล็กน้อย ไม่มากกว่า 10 ไร่
          สวดบท นะโม 3 จบ
          สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด
               ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมี
               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร
               ขออาราธนาคุณพระธรรม
               ขออาราธนาบารมีพรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย
               ขออาราธนาบารมีพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน 
               ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์มาเป็นสักขีพยาน
               ขออาราธนาบารมีเจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี ปู่โสม เฝ้าทรัพย์ ขอได้โปรดเมตตาสงเคราะห์ ในการขายกรรมสิทธิ์ ถือครองที่ดิน โฉนดเลขที่......................... จำนวน....................ไร่  ในบริเวณที่ดินที่ทำพิธีกรรมนี้  โปรดเมตตาสงเคราะห์ดลจิตดลใจให้เจ้าของผู้ที่จะครอบครองต่อจากเจ้าของปัจจุบัน  ได้พบ ในการที่ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินนี้ผืนนี้สืบต่อไป ..โดยเฉียบพลันด้วยเถิด
สิ่งของบวงสรวงที่อยู่บนโต๊ะทั้งหมดเหล่านี้ขอพรหมและเทพเทวดา-นางฟ้าทั้งหลาย เจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี ปู่โสม เฝ้าทรัพย์ ทุกๆท่านที่กล่าวมา โปรดรับ และ โมทนาด้วยเถอะ (นึกในจิต ถวาย...เต็มไปหมด)
-----------------------------------------------------------
แบบที่ 2 มีที่ดินมากกว่า 10 ไร่  แต่มีไม่เกิน 100 ไร่
- . ผ้าขาวปูโต๊ะ ขนาดพองาม ถือครองที่ดิน ตั้งแต่ 10 ถึง 100 ไร่ขึ้นไป จะต้องมีโต๊ะเพื่อประกอบพิธี
- . สิ่งของที่จะต้องเตรียมในพิธีกรรม แบบที่ 2 มีที่ดินมากกว่า 10 ไร่  แต่มีไม่เกิน 100 ไร่
1. ชุด บายศรี เทพ 2 พาน และ พรหม 2 พาน (บายศรีปากชาม) เป็นชุดเดียวกันกับด้านล่าง
2. ข้าว…ถวายแม่พระธรณี 1 กระทง (ขนาดพองาม) นำมาวางบนโต๊ะที่ปูผ้าขาว
3. น้ำป่าว 4 แก้ว ใช้น้ำดื่มชนิดขวดแทน 4 ขวด (ขวดเล็ก-ใหญ่ใช้ได้)
4.กล้วยน้ำว้าสุก 4 หวี
5. มะพร้าวอ่อน 4 ผล
6. ธูป 3 ดอก
7. เทียนหนัก 1 บาท 2 เล่ม
8. ผลไม้(ยิ่งมากยิ่งดี)  เช่น มะม่วง สับปะรด ขนุน พุททรา มังคุด เงาะ ลิ้นจี่  ผลไม้ที่ห้ามใช้ ส้ม  องุ่น  แตงโม(แตงทั้งหลายห้าม)  ทุเรียน  ลำไย  สละ ลูกทับทิม การเพิ่มผลไม้จะต้องเพิ่มครั้งละ 4 ผลหรือ 4 พวง
- . ของทั้งหมดวางบนปูผ้าขาวที่ปู ...
- . จุด ธูป / เทียน ปักในที่อันสมควร
- . เครื่องบวงสรวง บูชาพรหม เทวดา-นางฟ้า พระภูมิเจ้าที่ 
    เครื่องบวงสรวง บายศรี
1. บายศรี ต้น ไม่น้อยกว่า 5 หรือ 9 ชั้น 1 ต้น
2. บายศรีปากชาม....... 4 ชุด
- . เครื่องหวาน(ไม่เอาของคาว)
1. ขนมต้มแดง............ 4 ถ้วย
2. ขนมต้มขาว.........4 ถ้วย
อธิษฐาน แบบที่ 2 มีที่ดินมากกว่า 10 ไร่  แต่มีไม่เกิน 100 ไร่
          สวดบท นะโม 3 จบ
          สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด
               ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมี
               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร
               ขออาราธนาคุณพระธรรม
               ขออาราธนาบารมีพรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย
               ขออาราธนาบารมีพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน 
               ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์มาเป็นสักขีพยาน
               ขออาราธนาบารมีเจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี ปู่โสม เฝ้าทรัพย์ ขอได้โปรดเมตตาสงเคราะห์ ในการขายกรรมสิทธิ์ ถือครองที่ดิน โฉนดเลขที่......................... จำนวน....................ไร่  ในบริเวณที่ดินที่ทำพิธีกรรมนี้  โปรดเมตตาสงเคราะห์ดลจิตดลใจให้เจ้าของผู้ที่จะครอบครองต่อจากเจ้าของปัจจุบัน  ได้พบ ในการที่ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินนี้ผืนนี้สืบต่อไป ..โดยเฉียบพลันด้วยเถิด
สิ่งของบวงสรวงที่อยู่บนโต๊ะทั้งหมดเหล่านี้ขอพรหมและเทพเทวดา-นางฟ้าทั้งหลาย เจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี ปู่โสม เฝ้าทรัพย์ ทุกๆท่านที่กล่าวมา โปรดรับ และ โมทนาด้วยเถอะ (นึกในจิต ถวาย...เต็มไปหมด)
-----------------------------------------------------------
แบบที่ 3 มีที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ขึ้นไป
- . ผ้าขาวปูโต๊ะ ขนาดพองาม ถือครองที่ดิน ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป จะต้องมีโต๊ะเพื่อประกอบพิธี
- . สิ่งของที่จะต้องเตรียมในพิธีกรรม แบบที่ 3 มีที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ขึ้นไป
1. ชุด บายศรี เทพ 16 พาน และ พรหม 16 พาน เป็นชุดเดียวกันกับด้านล่าง
2. ข้าว…ถวายแม่พระธรณี 1 หม้อแกง (ใส่ไว้ในหม้อแกง) นำมาวางบนโต๊ะที่ปูผ้าขาว
3. น้ำป่าว 32 แก้ว ใช้น้ำดื่มชนิดขวดแทน 36 ขวด (ขวดเล็ก-ใหญ่ใช้ได้)
4.กล้วยน้ำว้าสุก 16 หวี(ทั้งหมดใช้ 16 ลูกไม่ได้)
5. มะพร้าวอ่อน 16 ผล
6. ธูป 3 ดอก
7. เทียนหนัก 9 บาท 2 เล่ม
8. ผลไม้(ยิ่งมากยิ่งดี)  เช่น มะม่วง สับปะรด ขนุน พุททรา มังคุด เงาะ ลิ้นจี่  ผลไม้ที่ห้ามใช้ ส้ม  องุ่น  แตงโม(แตงทั้งหลายห้าม)  ทุเรียน  ลำไย  สละ ลูกทับทิม การเพิ่มผลไม้จะต้องเพิ่มครั้งละ 16 ผลหรือ 16 พวง
- . ของทั้งหมดวางบนปูผ้าขาวที่ปู ...โต๊ะต้องใหญ่พอเพราะของบวงสรวงมาก
- . จุด ธูป / เทียน ปักในที่อันสมควร
- . เครื่องบวงสรวง บูชาพรหม เทวดา-นางฟ้า พระภูมิเจ้าที่ 
    เครื่องบวงสรวง บายศรี
1. บายศรี ต้น (ใช้) 9 ชั้น 4 ต้น มุมโต๊ะ 4 มุม
2. บายศรีปากชาม 32 พาน
- . เครื่องหวาน(ไม่เอาของคาว)
1. ขนมต้มแดง............ 32 ถ้วย
2. ขนมต้มขาว.........32 ถ้วย
อธิษฐาน แบบที่ 3 มีที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ขึ้นไป
          สวดบท นะโม 3 จบ
          สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด


               ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมี
               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร
              ขออาราธนาคุณพระธรรม
               ขออาราธนาบารมีพรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย
               ขออาราธนาบารมีพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน 
               ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์มาเป็นสักขีพยาน
               ขออาราธนาบารมีเจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี ปู่โสม เฝ้าทรัพย์ ขอได้โปรดเมตตาสงเคราะห์ ในการขายกรรมสิทธิ์ ถือครองที่ดิน โฉนดเลขที่......................... จำนวน....................ไร่  ในบริเวณที่ดินที่ทำพิธีกรรมนี้  โปรดเมตตาสงเคราะห์ดลจิตดลใจให้เจ้าของผู้ที่จะครอบครองต่อจากเจ้าของปัจจุบัน  ได้พบ ในการที่ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินนี้ผืนนี้สืบต่อไป ..โดยเฉียบพลันด้วยเถิด
สิ่งของบวงสรวงที่อยู่บนโต๊ะทั้งหมดเหล่านี้ขอพรหมและเทพเทวดา-นางฟ้าทั้งหลาย เจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี ปู่โสม เฝ้าทรัพย์ ทุกๆท่านที่กล่าวมา โปรดรับ และ โมทนาด้วยเถอะ (นึกในจิต ถวาย...เต็มไปหมด)
-----------------------------------------------------------
5. วิธีแก้บนที่ตนจำไม่ได้ตั้งแต่อดีตชาติสืบต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน 
อุปกรณ์ที่ใช้ในการแก้บน
               - ใช้จิตสื่อจิต เนรมิตของทุกอย่างเป็นทิพย์
                - เงิน 800 บาท แบ่งเป็น 8 กองๆละ 100 บาท (ห้ามน้อยกว่านี้ต่อกอง มากกว่าได้) เงิน 8 กองนี้เป็นค่าปรับ ผิดสัจจะ  เพื่อใช้สำหรับถวายเป็นสังฆทาน 8 ชุด(หยอดในตู้รับบริจาคที่วัดฯ  8 ตู้ที่ไม่เหมือนกัน...ใช้ได้)

วิธีแก้บน
               สถานที่ ตามสะดวกและเหมาะสม  ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครมายุ่งรบกวน วางเงินไว้ 8 กอง
               ผู้ที่แก้บน...ใช้จิตโน้มขึ้นไปแดนนิพพาน(มโนภาพนึก)  จะเห็นหรือไม่เห็นไม่ต้องสนใจ  ในใจขอให้คิดว่าไปถึง...มีความศรัทธาเชื่อมั่นเป็นใช้ได้
         นึกว่าเห็นตนเองในชุดพระวิสุทธิเทพใสเหมือนเพชร นั่งพนมมืออยู่หน้าพระเบื้องบน(ชุดวิสุทธิเทพใสเหมือนแก้ว)...ทำซ้อนระหว่างเบื้องบนกับเบื้องล่างพร้อมกัน
               นึกแยกร่าง(แบ่งร่าง)ออกมากมายเท่ากับพระเบื้องบน สุดลูกหูลูกตาหนาแน่นไปหมด
ขั้นตอนคำอธิษฐาน
               สวดบท นะโม 3 จบ
              สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด
               ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมี
               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
               พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร
               ขออาราธนาคุณพระธรรม
               ขออาราธนาบารมีพรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย
               ขออาราธนาบารมีพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน
               ในอดีตชาติสืบๆต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ที่ข้าพเจ้าได้บนไว้ทั้งที่จำได้และจำไม่ได้  ข้าพเจ้าขอถอนสัจจะที่ได้บนไว้ทั้งหมด  และขอถวายแก้บนตั้งแต่อดีตชาติสืบต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบันทั้งหมดเป็นสังฆทาน 8 กองๆละ 100 บาท
               ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าวมาแล้ว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์เป็นสักขีพยาน
ณ บัดนี้ ขอน้อมถวายทุกๆพระองค์ ทุกๆท่านที่กล่าวมาแล้ว โปรดรับ และโมทนา ด้วยเถอะ และปัจจัยที่ได้น้อมถวายเป็นสังฆทาน 8 กองนี้ข้าพเจ้าจะนำไปทำบุญทุกประการอีกครั้งหนึ่ง
               ขอโปรดได้เมตตาสงเคราะห์ด้วยเถอะ
ถวายปัจจัยสิ่งของ  
นึกเนรมิตสิ่งของทุกอย่างด้วยจิต ทุกสิ่งที่ถวายเป็นของทิพย์
               - ดอกไม้ทิพย์ เช่น ดอกบัว 2 ดอกใสเหมือนเพชร
               - ธูปเทียนแพ 1 ชุด ต่อพระเบื้องบน 1 องค์
               - ชุดพระวิสุทธิเทพ 1 ชุด ต่อพระเบื้องบน 1 องค์ฯลฯ
               - เงิน 8 กอง น้อมถวายพระเบื้องบน...
            - ฯลฯ
            - ขอพระเบื้องบนโปรดรับ และ โมทนาด้วยเถอะ (นึกในจิต ถวายให้กับพระเบื้องบน)
6. คาถาเงินล้านวัดท่าซุง
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ตั้งนะโม 3 จบ)
สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด


นาสังสิโม
พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม
มิเตพาหุหะติ
พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมานะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ
เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา ฤา ฤา (ลือ ลือ)
(สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้แต่ละครั้งจะสวดไม่เท่ากัน) 
-----------------------------------------------------------
ข้อสังเกต
-  การทำเรื่องทุกเรื่อง  จะใช้วิธีขออาราธนาบารมีพระเบื้องบนสงเคราะห์
-  ไม่ใช้บารมีของตนเองในการทำเรื่อง...ใดๆ เพราะบารมีของตนเองเปรียบเสมือนแสงธูปที่มี แสงสว่างสุดท้ายก่อนดับ  แต่บารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบดั่งแสงพระอาทิตย์
-  บทเริ่มต้นเป็นบทมาตรฐานเหมาะสำหรับผู้ที่ยังสัมผัสกับพระเบื้องบนไม่ได้...เมื่อสัมผัสโต้ตอบกับพระเบื้องบนได้...ท่านจะรู้เองว่าฉบับย่อแก้ไขและมีเนื้อหาเช่นไร “เมื่อถึงแล้ว จะรู้เอง”
---------------------------------------------------------
     - คำกล่าวมาตรฐานที่จะต้องท่องให้ขึ้นใจและจำได้...ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรและใช้นึกอ่านในใจ  ไม่ต้องอ่านออกเสียงดัง(มีค่าเท่ากัน...แค่นึกก็ได้ไปทั่วทุกชั้นฟ้าแล้ว)

        สวดบท นะโม 3 จบ
        สวดบท อิติปิโส บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ (สวดมากกว่า 1 จบ...อยู่ที่จิตกำหนดรู้)  ไม่ใช้สวดเท่าอายุหรือมากกว่าอายุไม่แนะนำเป็นวิธีที่ผิด


         ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยะสงฆ์สืบๆต่อกันมาทุกกัปพุทธันดร ขออาราธนาคุณพระธรรม ขออาราธนาบารมีพรหมและเทพเทวดา นางฟ้า ทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติจวบจนถึงปัจจุบัน
         ขอทุกๆพระองค์  ทุกๆท่านที่กล่าว  โปรดได้เมตตาสงเคราะห์(เรื่องที่ต้องการ)....................

สรุป...เรื่องทุกเรื่องอยู่ที่จิต  จิตสื่อจิต  เมื่อมีความศรัทธาเชื่อมั่น  รวมบุญบารมีตั้งแต่อดีตชาติสืบต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน  ขอพระเบื้องบน...สงเคราะห์บุญที่ได้สร้างไว้ตกหล่นอยู่ที่ใดขอให้มารวมบุญไว้ ณ ที่นี้  เมื่อบุญมีรวมอะไรๆก็จะทำได้ง่ายขึ้น  ขอเจริญในธรรม  ธรรมสวัสดี 

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

11: อริยบุคคล 8 ประเภท


อริยบุคคล 8 ประเภท

อริยบุคคล 8 ประเภท (และการละกิเลส)
ผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานไปตามลำดับขั้น ได้รู้ได้เห็นธรรมชาติรวมทั้งความเป็นไปต่าง ๆ ของรูป/นาม หรือกาย/ใจ มากขึ้นเรื่อย ๆ ได้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่น่ารักน่าใคร่น่าปรารถนา ไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้เพราะไม่อยู่ในอำนาจ จึงไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ ฯลฯ จนกระทั่งจิตคลายความยึดมั่นในสิ่งทั้งปวงลงไปอย่างถาวร คือความยึดมั่นถือมั่นในระดับนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะเห็นชัดด้วยปัญญาของตนเองอย่างแท้จริง จนหมดความเคลือบแคลง และความลังเลสงสัยใดๆ ทั้งปวงแล้วนั้น จะได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคล คือบุคคลอันประเสริฐ ซึ่งจำแนกอย่างละเอียดได้ 8 ประเภท ตามลำดับขั้นของการละกิเลส หรือตามลำดับขั้นของความยึดมั่นถือมั่น
ก่อนจะกล่าวถึงอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ นั้น จะขออธิบายถึงความเจริญก้าวหน้าในการทำวิปัสสนากรรมฐาน ตั้งแต่เริ่มต้นก่อน เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องของอริยบุคคลได้ง่ายขึ้น ดังนี้

บุคคลทั่ว ๆ ไปที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ อยู่อย่างปกติทั่วไปนั้นได้ชื่อว่าปุถุชน (ปุถุ แปลว่าหนา) คือชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลสนั่นเอง ปุถุชนนั้นแบ่งได้ 2 ระดับคือ
1.) อันธปุถุชน คือปุถุชนที่มืดบอดต่อธรรมมาก จิตใจหยาบกระด้าง เป็นผู้ยากแก่การรู้ธรรม
2.) กัลยาณปุถุชน คือปุถุชนที่แม้จะยังมีกิเลสหนาแน่นอยู่ แต่จิตใจก็มีความประณีต เบาสบายกว่าอันธปุถุชน จึงเข้าถึงธรรมได้ง่ายกว่า
เมื่อบุคคลใดได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ก็จะเกิดปัญญามองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เรียกว่าญาณขั้นต่าง ๆ (คำว่าญาณนี้เป็นชื่อของปัญญาในวิปัสสนา ต่างจากฌานซึ่งเป็นขั้นต่าง ๆ ของสมาธิ) จนกระทั่งปัญญาญาณนั้นแก่กล้าจนสามารถทำลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ อย่างถาวร อันเป็นผลให้กิเลสที่เกิดจากความยึดมั่นในขั้นนั้นถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง จิตในขณะที่เห็นแจ้งในความที่ไม่สามารถยึดมั่นในสรรพสิ่งทั้งปวงได้อย่างชัดเจน จนสามารถทำลายกิเลสได้นี้เรียกว่ามรรคจิต ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงแค่ขณะจิตเดียว คือเกิดอาการปิ๊งขึ้นมาแว้ปเดียว กิเลสและความยึดมั่นในขั้นนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นอีกเลย
บุคคลในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นนี้เรียกว่ามรรคบุคคล ซึ่งนับเป็นอริยบุคคลประเภทหนึ่ง

บุคคลจะเป็นมรรคบุคคลแค่เพียงชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะได้ชื่อว่าผลบุคคล คือบุคคลผู้เสวยผลจากมรรคนั้นอยู่ ไปจนกว่ามรรคจิตในขั้นที่สูงขึ้นไปจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อทำลายความยึดมั่นและกิเลสที่ประณีตขึ้นไปอีก มรรคจิตแต่ละขั้นนั้นจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจะไม่เกิดขึ้นในขั้นเดิมซ้ำอีกเลย จะเกิดก็แต่ขั้นที่สูงขึ้นไปเท่านั้น เพราะความยึดมั่นในขั้นที่ถูกทำลายไปแล้ว จะไม่มีโอกาสกลับมาให้ทำลายได้อีกเลย
อริยบุคคล 8 ประเภทนั้นประกอบด้วยมรรคบุคคล 4 ประเภท และผลบุคคล 4 ประเภท ดังนี้คือ
1.) โสดาปัตติมรรคบุคคล คือบุคคลในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เรียกว่าโสดาปัตติมรรคจิต โสดาปัตติมรรคบุคคลนี้นับเป็นอริยบุคคลขั้นแรก และได้ชื่อว่าเป็นผู้หยั่งลงสู่กระแสพระนิพพานแล้ว มรรคจิตในขั้นนี้จะทำลายกิเลสได้ดังนี้คือ
(ในที่นี้จะใช้สัญโยชน์ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งประเภทของกิเลส เป็นหลักในการอธิบาย - ดูเรื่องสัญโยชน์ 10 ประกอบ)
- สักกายทิฏฐิ
- วิจิกิจฉา
- สีลพตปรามาส
รวมทั้งโลภะ(ความโลภ) โทสะ(ความโกรธ, ขัดเคืองใจ, กังวลใจ, เครียด, กลัว) โมหะ(ความหลง คือไม่รู้ธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่ง) ในขั้นหยาบอื่น ๆ อันจะเป็นผลให้ต้องไปเกิดในอบายภูมิ (เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย, นรก) ด้วย

2.) โสดาปัตติผลบุคคล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโสดาบัน คือผู้ที่ผ่านโสดาปัตติมรรคมาแล้ว
คุณสมบัติที่สำคัญของโสดาบันก็คือ
- พ้นจากอบายภูมิตลอดไป คือจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกเลย เพราะจิตใจมีความประณีตเกินกว่าที่จะไปเกิดในภูมิเหล่านั้นได้ (ใครจะไปเกิดในภูมิใดนั้น ขึ้นกับสภาพจิตตอนใกล้ตายที่เรียกว่ามรณาสันนวิถี ถ้าขณะนั้นจิตมีสภาพเป็นอย่างไร ก็จะส่งผลให้ไปเกิดใหม่ในภูมิที่มีสภาพใกล้เคียงกับสภาพจิตนั้นมากที่สุด)
- อีกไม่เกิน 7 ชาติจะบรรลุเป็นพระอรหันต์
- มีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน จะไม่คิดเปลี่ยนศาสนาอีกเลย
- มีศีล 5 บริบูรณ์ (ไม่ใช่แค่บริสุทธิ์) คือความบริสุทธิ์ของศีลนั้นเกิดจากความบริสุทธ์/ความประณีต ของจิตใจจริง ๆ ไม่ใช่ใจอยากทำผิดศีลแต่สามารถข่มใจไว้ได้ คือใจสะอาดจนเกินกว่าจะทำผิดศีลห้าได้

3.) สกทาคามีมรรคบุคคล หรือสกิทาคามีมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่เรียกว่าสกทาคามีมรรคจิต มรรคจิตในขั้นนี้ ไม่สามารถทำลายกิเลสตัวใหม่ให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิงเหมือนมรรคจิตขั้นอื่น ๆ เป็นแต่เพียงทำให้ โลภะ โทสะเบาบางลงเท่านั้น โดยเฉพาะกามฉันทะ และปฏิฆะ ถึงแม้ว่าความยึดมั่นที่มีอยู่จะน้อยลงไปก็ตาม ทั้งนี้เพราะกามฉันทะและปฏิฆะนั้นมีกำลังแรงเกินกว่า จะถูกทำลายไปได้ง่าย ๆ
4.) สกทาคามีผลบุคคล หรือสกิทาคามีผลบุคคล คือผู้ที่ผ่านสกทาคามีมรรคมาแล้ว
คุณสมบัติสำคัญของสกทาคามีผลบุคคลก็คือ ถ้ายังไม่สามารถบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไปได้ในชาตินี้ ก็จะกลับมาเกิดในกามภูมิอีกเพียงครั้งเดียวก็จะบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไปได้ แล้วจะพ้นจากกามภูมิตลอดไป เพราะอริยบุคคลขั้นนี้เป็นขั้นสุดท้ายที่จะเกิดในกามภูมิได้อีก
คำว่ากามภูมินั้นได้แก่ สวรรค์ 6 ชั้น มนุษยภูมิ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก แต่สกทาคามีบุคคลนั้นพ้นจากอบายภูมิไปแล้วตั้งแต่เป็นโสดาบัน จึงเกิดได้เพียงในสวรรค์ และมนุษย์เท่านั้น

5.) อนาคามีมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ที่เรียกว่าอนาคามีมรรคจิต ทำลายกิเลสได้เด็ดขาดเพิ่มขึ้นอีก 2 ตัวคือ
- กามฉันทะ
- ปฏิฆะ

6.) อนาคามีผลบุคคล คือผู้ที่ผ่านอนาคามีมรรคมาแล้ว
คุณสมบัติที่สำคัญของอนาคามีผลบุคคลคือ ถึงจะยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีกเลย แต่จะไปเกิดในภูมิที่พ้นจากเรื่องของกามคือรูปภูมิ หรืออรูปภูมิเท่านั้น (ดูหัวข้อรูปราคะ และอรูปราคะในเรื่องสัญโยชน์ 10 ประกอบ)
ในรูปภูมิ 16 ชั้นนั้น จะมีอยู่ 5 ชั้นที่เป็นที่เกิดของอนาคามีผลบุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งรวมเรียกว่าสุทธาวาสภูมิ ดังนั้น ในสุทธาวาสภูมิทั้ง 5 ชั้นนี้ จึงมีเฉพาะอนาคามีผลบุคคล อรหัตตมรรคบุคคล และพระอรหันต์ (ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ในภูมินี้แล้วยังมีชีวิตอยู่) เท่านั้น
สุทธาวาสภูมิ 5 ชั้นประกอบด้วย
- อวิหาภูมิ
- อตัปปาภูมิ
- สุทัสสาภูมิ
- สุทัสสีภูมิ
- อกนิฏฐาภูมิ

7.) อรหัตตมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ที่เรียกว่าอรหัตตมรรคจิต ทำลายกิเลสที่เหลือทุกตัวได้อย่างหมดสิ้น จนไม่มีกิเลสใด ๆ เหลืออีกเลย สัญโยชน์ที่มรรคจิตขั้นนี้ทำลายไป ได้แก่
- รูปราคะ
- อรูปราคะ
- มานะ
- อุทธัจจะ
- อวิชชา

8.) อรหัตตผลบุคคล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าพระอรหันต์ คือผู้ที่ปราศจากกิเลสอย่างสิ้นเชิงแล้ว เพราะกิเลสตัวสุดท้ายถูกทำลายไปในขณะแห่งอรหัตตมรรคจิตที่ผ่านมาแล้ว เป็นผู้ที่พ้นจากทุกข์ทางใจทั้งปวง เพราะไม่ยึดมั่นในสิ่งใดเลย แต่ยังคงต้องทนกับทุกข์ทางกายต่อไป จนกว่าจะปรินิพพาน เพราะตราบใดที่ยังมีร่างกายอยู่ก็ไม่อาจพ้นจากทุกข์ทางกายไปได้
นิพพานนั้นมี 2 ชนิด คือ
- สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพานเป็น หมายถึงนิพพานที่ยังมีส่วนเหลือ คือกิเลสทั้งหลายดับไปหมดแล้ว พ้นจากทุกข์ทางใจทั้งปวงแล้ว แต่ยังมีร่างกายอยู่ ทำให้ต้องทนทุกข์ทางกายต่อไปอีก ได้แก่พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง
- อนุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพานตาย หมายถึงนิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ คือพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ทั้งทางกาย และทางใจอย่างสิ้นเชิง ได้แก่พระอรหันต์ที่ตายแล้วนั่นเอง ซึ่งเรียกได้อีกอย่างว่าปรินิพพาน (ปริ = โดยรอบ, ปรินิพพาน = นิพพานโดยรอบทุกส่วน คือทั้งร่างกายและจิตใจ คือนิพพานจากทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง)

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบชีวิตในวัฏสงสารว่า ปุถุชนทั้งหลายเหมือนผู้คนที่ผุด ๆ โผล่ ๆ อยู่กลางน้ำลึก ต้องทนทุกข์ทรมาน สำลักน้ำอยู่อย่างไม่รู้อนาคต ต้องเสี่ยงภัยจากปลาร้ายทั้งหลาย โสดาบันเปรียบเหมือนผู้ที่พยุงตัวพ้นจากผิวน้ำขึ้นมาได้ จนสามารถมองเห็นฝั่ง(แห่งพระนิพพาน) แล้วเตรียมตัวว่ายเข้าหาฝั่งนั้น สกทาคามีบุคคลเปรียบเหมือนผู้ที่กำลังว่ายเข้าหาฝั่ง อนาคามีบุคคลเปรียบเหมือนผู้ที่เข้าใกล้ชายฝั่งมาก คือถึงจุดที่น้ำตื้นพอที่จะหยั่งเท้าถึงพื้นดินได้ แล้วเดินลุยน้ำเข้าหาฝั่ง จึงพ้นจากการสำลักน้ำแล้ว พระอรหันต์เปรียบเหมือนผู้ที่เดินขึ้นฝั่งได้เรียบร้อยแล้ว พ้นจากอันตรายทั้งปวงแล้ว รอวันปรินิพพานอยู่
ท่านผู้อ่านอยากอยู่ในสภาพไหนก็เชิญเลือกเอาเองเถิด

[url=http://www.dhammathai.org/treatment/nivorn/nivorn10.php]

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

10: phoobes:ดร.นนต์

Phoobes: 23-08-2011, 11:33 PM

ท่านนักรบธรรมครับ การสนทนา เล่าสู่กันฟัง ถึงการปฏิบัติในกลุ่ม เป็นที่น่านิยมอย่างยิ่งครับ เพราะยังประโยชน์ให้ทั้งตัวเราและผู้สนใจท่านอื่นๆที่ได้เข้ามาอ่าน ศึกษา ซึ่งอาจมีผลปฏิบัติพอเทียบเคียงกันได้ และเนื่องจากเราไม่ได้อยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่จะคอยสงเคราะห์ตรวจสอบให้เราทุกวันเวลา จุดนี้ก็ได้อาศัยเพื่อนนักรบธรรมในกลุ่มของเราที่ท่านมีภูมิจิตภูมิธรรมเกื้อกูล แนะแนวทาง ให้เราผ่านที่ติดขัดและไปต่อได้

ผมว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราได้รับการเติมเต็มวิถีทางการปฏิบัติ แม้จะอยู่ห่างไกลท่านพ่อแม่ครูอาจารย์ บางครั้ง บางท่าน รวมทั้งตัวผมด้วยอาจเคยคิดว่าการแสดงออกทางความคิดเห็น การแสดงออกถึงการปฏิบัติของเราให้ผู้อื่นรับรู้รับทราบอาจจะถูกมองว่าเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน จึงเก็บงำไว้ไม่แสดงออกมา น่าจะเป็นการเสียโอกาสของเราที่จะยกระดับจิตขึ้นไปอย่างยิ่ง และผมเชื่อว่าในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมในกลุ่มของเราไม่มีใครคิดเช่นนั้น เพราะจิตใจของหลายท่านทรงอยู่ในพรหมวิหารธรรม อีกด้านหนึ่งยังยังประโยชน์แก่ท่านที่กรุณาแนะแนวทางให้เรา ด้วยจิตของท่านก็ยกระดับละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก เหมือนกับว่าได้รับถ่ายทอดกระแสธรรมมาจากธาตุธรรมเบื้องสูงผ่านจิตท่านและมาสู่จิตเรา ผมจึงขอยกย่องและชื่นชมแนวทางนี้ ซึ่งสังเกตุว่าได้มีมากขึ้น หลังจากที่ท่านนักรบธรรมกลับจากภูดานไห จึงขออนุโมทนา ทั้งท่านผู้อนุเคราะห์เกื้อกูลให้คำแนะนำและท่านผู้กล้าแสดงตัวตนในธรรมปฏิบัติของท่าน สมกับได้ขึ้นชื่อนักรบธรรมครับ


ที่ผมยกข้อนี้ขึ้นมาสรรเสริญ เพราะในส่วนตัวผมก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงผู้ติดตามอ่าน ศึกษา เนื่องเพราะตอนนั้นคิดว่าภูมิรู้เรามีเพียงหางอึ่ง จะเอาความรู้อะไรมาแลกเปลี่ยน แบ่งปัน รู้แต่เรื่องใกล้ตัว พอได้รู้กายตนบ้าง จิตตนบ้าง ธรรมชาติรอบข้าง รอบตัว ก็พอจะโอปนยิโก นึกน้อมยังประโยชน์มาสู่ใจได้บ้าง แต่ก็วนเวียนอยู่กับความเผลอ ความระลึกรู้ อยู่อย่างนั้น ใจก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรที่วิเศษกว่าเดิม ก็ยังเป็นใจแบบธรรมดาๆ พอจะให้นึกน้อยใจในวาสนาบารมีของตนอยู่บ้าง ดีที่ได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้ความรู้ในข้อนี้ว่า ใจที่เข้าสู่อริยมรรค อริยผลก็เป็นใจธรรมดาๆนี่แหละ ไม่ได้เป็นใจที่ถูกทำให้วิเศษวิโสอะไร เพียงแต่ไม่ยึดถือกายใจ แม้แต่ตัวผู้รู้ก็ตาม นั่นแหละที่แตกต่างจากใจทั่วไป ก็ทำให้ได้ข้ามผ่านความหลงผิดในข้อนี้ พอให้มีกำลังใจปฏิบัติต่อไปได้
และหลังจากได้รับการกระทุ้งจากหลายท่านที่นี่ ว่าให้แสดงตัวตนออกมาบ้างเพื่อจะได้รู้จักกันมากขึ้น จึงได้ผ่านจุดนั้น กล้าออกมา สนทนา แลกเปลี่ยนในกลุ่มนักรบธรรม ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านที่ช่วยกระทุ้ง มา ณ ที่นี้ด้วยครับ


ดร.นนต์:
ความจริง ย่อมไม่กลัว ความไม่จริงในเมื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ของเราทำเป็นตัวอย่างแล้ว พวกเราเหล่านักรบธรรมจึงชอบแล้ว ที่จะดำเนินตามรอยของพ่อแม่ครูอาจารย์ ซึ่งเสมือนเป็นการเจริญรอยตามพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั่นเอง ธรรมนั้นเป็นอันเดียวกัน การเปิดเผยความจริงบางอย่างที่เพียงพอต่อพื้นธรรมของผู้แสวงหาธรรมนั้น ย่อมไม่ผิด และสมควรแล้ว

เมื่อเราปฏิบัติมาดีมาชอบได้ระยะหนึ่ง ความระลึกรู้บางอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากลังเลสงสัยในตัวเอง ค่อยๆเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง จนในที่สุด เมื่อมันตกผลึกแล้ว ความจริง ความเชื่อมั่น ความไม่ลังเลสงสัย ความศรัทธา ความระลึกรู้บุญคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ย่อมหลั่งไหลออกมาโดยอัตโนมัติ ความปีติมิมีวันเหือดหาย

ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่กำลังเดินเข้าสู่กระแสมรรค
ใครจะรู้บ้างหนอว่า จะมีอริยะบุคคลเกิดขึ้นที่ภูดานไหจำนวนกี่องค์ (พ่อแม่ครูอาจารย์ใช้คำว่า อรหันต์)
ขออนุโมทนาสาธุด้วยนะครับ