วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

78: รวมพลังให้เล็ก พลังยิ่งมาก

พระโพธิธรรมาจารย์เถระ (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ)

วัดป่าเขาน้อย ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ต่อไปนี้ ตั้งใจ ความตั้งใจของเราอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมมีแก่เราในที่นั่น นี้เป็นคำสำคัญที่ท่านกล่าวไว้ เพราะฉะนั้น ความตั้งใจ หรือ ใจของเราตั้ง เราภาวนาก็เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในธรรม อันเป็นความสงบ จิตจะตั้งมั่นด้วยอำนาจแห่งสติของเรา เข้าไปช่วยเหลือ คุ้มครองรักษา และป้องกันไม่ให้อารมณ์จากภายนอกเข้ามาชักจูง ชักพาจิตของเราไปตามลำพังของอารมณ์ต่าง ๆ และต้องการกำจัดกิเลสภายในไม่ให้มันฟุ้งซ่านออกไป

เกี่ยวกับอารมณ์ภายนอก ทั้ง ๒ อย่างนี้ เราจะป้องกันและรักษาได้ต้องอาศัยสติ กับความรู้ตัว เพราะฉะนั้น เมื่อเราภาวนา เราก็พยายามระลึก จะระลึกกายดูกายของเรา นั่งให้เรียบร้อย นั่งขาขวาบนขาซ้าย มือขวาวางบนมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ทำใจให้ดี อย่าเคร่งเครียด เพราะความดีนั่นแหละ ที่ทำให้จิตของเรามีความพยายาม มีความเพียรไม่ท้อถอย ทำให้จิตของเรามีศรัทธา เพราะความดี เรามีความพยายาม ความตั้งใจ ก็เพราะถือว่าการกระทำเป็นความดี ความสุขทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นด้วยอาศัยความดี

เพราะฉะนั้นเมื่อเรานั่งดีแล้ว ตรวจดูกายของเราเรียบร้อยแล้ว ขยับมาดู เข้ามาดูใจของเรา ใจเป็นนามธรรม เป็นสภาพที่ละเอียด เราไม่ทราบได้ด้วยอย่างอื่นนอกจากนามธรรมด้วยกัน คือ สติกับความรู้ กำหนดรู้เท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องอาศัยสติ ระลึกเข้ามาหาตัวของเราด้วยอาศัยอารมณ์บริกรรมภาวนา พุทโธ พุทโธ ไว้ในใจ

ทีแรกก็ระลึกคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของเราเสียก่อน

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

ต่อไปให้ระลึก พุทโธ พุทโธ คำเดียว การระลึกพุทโธ พุทโธคำเดียวนั้น เป็นงานของเราเรียกว่า กรรมฐาน คือการกระทำ เมื่อมีงานแล้วก็มีการกระทำ การปฏิบัติ เมื่อมีการปฏิบัติแล้วก็ต้องมีการรักษา กำกับดูแลไม่ให้งานของเราชะงักหยุด เลื่อนลอย เถลไถลไปที่อื่น เราจะต้องเพียรพยายามเพื่อให้งานของเราสำเร็จลุล่วง ถึงจุดหมายปลายทางไปด้วยดี

งานกรรมฐานการภาวนานี้เป็นงานชั้นละเอียด เพราะฉะนั้น เครื่องมือก็ต้องละเอียด สติของเราก็จะต้องละเอียด ความรู้ความระลึกจะต้องรักษาละเอียดไปด้วย เราจะคะนองไม่ได้

เหมือนกับงานที่เกี่ยวเนื่องด้วยน้ำ เราต้องการดูสิ่งของที่วางอยู่ในน้ำ ถ้าน้ำกระเพื่อมนิดเดียว สิ่งของก็มองไม่เห็น ถ้าน้ำนิ่งใสสะอาด ของที่อยู่ในนั้นเป็นสีเขียวก็เขียว ขาวก็ขาว แดงก็แดง ถ้าน้ำมันใสน้ำมันนิ่ง น้ำใสก็จริง ถ้าไม่นิ่งก็เห็นไม่ชัด ฉันใดก็ดี จิตใจของเราก็เหมือนกัน แม้แต่ลมหายใจเข้าออก ก็ไม่ให้กระเพื่อมแรง พยายามกำหนดปล่อยตามสบาย พยายามรู้ละเอียดไปตามลำดับ แม้แต่เส้นเลือดลมหมุนเวียน ถ้าจิตใจเข้าถึงสมาธิแล้วอวัยวะทุกส่วนทำงาน การสูบฉีดโลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกายก็ค่อยละเอียดลงตามเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าสมาธิถึงจิตละเอียดแล้ว เป็นการพักผ่อนสังขาร จะเป็นกายสังขาร ลมหายใจก็ค่อยละเอียดไม่รุนแรง แม้แต่การหมุนเวียนของสิ่งต่าง ๆ ในร่างกายค่อยชักช้าลง เพราะงานไม่หนัก งานเบา ท่านถือว่าเป็นการพักผ่อน ต่ออายุให้ยืนนานให้ทนทานต่อไป เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าท่านจึงชอบเข้าฌานเข้าสมาบัติ เพื่อเป็นเครื่องพักผ่อนและต่อกำลังทางประสาท และร่างกาย และจิตใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราทั้งหลายก็พยายามพักผ่อนด้วยวิธีผ่อนคลายความเคร่งเครียด แม้แต่ลมหายใจ แม้แต่การคิดนึกต่าง ๆ เราผ่อนคลายให้ละเอียดไปตามลำดับ ทำจิตของเราคอยสละละวางจากรูป จากเวทนา รูปมีอยู่ เราก็พิจารณารูปนี้สักแต่ว่ารูป กายนี้สักแต่ว่ากาย เหมือนกับรูปภาพ เหมือนกับหุ่นที่เขาตั้งไว้ กายนี้เต็มไปด้วยของต่าง ๆ มีผม มีขน มีเล็บ มีฟัน มีหนัง มีเนื้อ สิ่งเหล่านี้ก็มาประกอบกันก็เรียกว่ากาย เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เราตรงไหน ไม่มีเรา

เมื่อเราแยกออกมาเป็นชิ้นส่วนแล้ว มันก็ไม่เป็นอะไร ก็ไม่มีความสุข ไม่มีความทุกข์อยู่ในสิ่งเหล่านั้น ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน ไม่มีหญิง ไม่มีชาย เป็นสิ่งนั้นอยู่สภาพอย่างนั้น เราก็พยายามดูให้ละเอียดไปให้ชัดให้แจ้ง เพื่อกำจัดความหลงที่เราถือเข้าใจผิด

เราทุกข์เพราะเราไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ เราจะได้ความสุขเพราะเรารู้จักสิ่งเหล่านี้ เห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง ความไม่รู้เราเรียกว่าเป็นสมุทัยก็ได้ ความรู้จริงจะเป็นมรรคก็ได้ ก็เป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ เพราะเหตุนั้น เราจะละสมุทัยได้เพราะเรามาเจริญความรู้ เพื่อกำจัดความไม่รู้ ความหลงเข้าใจผิด ความหมายผิด สัญญาผิด มาคิดมาปรุงแต่งผิด ยึดถือผิด เราจะได้ปรุงแต่งในทางที่ถูก ปรุงแต่งในทางที่ชอบ ปรุงแต่งให้ได้ประโยชน์ ให้ได้กำลังคือ ศรัทธา ความเพียร ได้สติ ได้สมาธิ ได้ปัญญาตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น เราพยายามรู้ตามความเป็นจริง ให้ละเอียดไปตามลำดับ

เมื่อเราดูส่วนกายต่างๆ รู้ความจริงของร่างกายแล้ว กายนี้สักแต่ว่ากาย แล้วมาระลึกจิตผู้รู้กาย ผู้พิจารณากาย จิตนี้สักแต่ว่าจิต สักแต่ว่ารู้ จะเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคลไม่ได้ ก็สักแต่ว่ารู้เฉยๆ เมื่อจิตผู้รู้นี้ละเอียด ปล่อยวางกาย รู้ตามความเป็นจริงแล้ว เวทนาอันหยาบคือทุกข์มันตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะเหตุใด เพราะจิตก็ละเอียด ความรู้ก็ละเอียด เพราะฉะนั้นเวทนาหยาบมันก็เหลืออยู่ไม่ได้ ต้องตกไป

เหมือนกับน้ำที่เขากลั่น ถ้าน้ำที่หยาบที่สกปรกที่ผสมต่าง ๆ มันก็เหลืออยู่ไม่ได้ มันก็ถูกขับไล่ไปทางอื่น ไปที่อื่นติดตามด้วยไม่ได้ เพราะเครื่องกลั่นผ่านไปได้ก็เฉพาะของที่ละเอียดที่ใสบริสุทธิ์ ฉันใด สติกับความรู้ตัว กับสมาธิ เมื่อทำงานตั้งมั่นละเอียดไปตามลำดับแล้ว เวทนาอันหยาบ ๆ คือทุกข์มันค่อยหมดไป จางไป จางไป ความสุขย่อมเกิดขึ้น ความฟุ้งซ่านรำคาญ ความก่อกวน ความไม่สบาย ความหนักหน่วง แล้วก็อะไรที่ไม่สบายที่มีอยู่ในจิตใจในอารมณ์ ในจิตใจเหล่านั้นก็ดี ในกายก็ดี หมดไป หมดไป กายก็เบา จิตก็เบา กายปัสสัทธิ จิตปัสสัทธิ กายก็สงบ จิตก็สงบ กายมุทุตา จิตมุทุตา มีแต่เบาทั้งกายทั้งจิต เพราะอ่อนทั้งกายทั้งจิต จิตเริ่มสงบเริ่มละเอียดตามลำดับ เวทนาที่อยู่กับจิตก็ละเอียด มีแต่สุข มีแต่ความอิ่ม เพราะจิตละเอียด

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจะได้สัมผัสกับความสุขอันละเอียดที่ทางธรรม ศาสนธรรมที่เราทั้งหลายเลื่อมใสนับถือ เราก็ได้สัมผัสด้วยภาวนาวิธี การทำสมาธิภาวนาทำให้จิตใจของเราละเอียด ถ้าจิตของเราหยาบ ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่ธรรมชาติสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนกับน้ำที่เราไม่ได้กลั่น เราไม่มีเครื่องกลั่น หรือเราไม่ได้กลั่น เราก็จะได้สัมผัสกับแต่น้ำที่ขุ่น ๆ น้ำที่ไม่สะอาด เราคลุกคลีใช้สอยแต่น้ำที่ไม่สะอาดนั้น เราไม่สามารถที่จะทำให้ละเอียดได้

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายามภาวนา เพื่อจิตใจของเราได้ชำระซักฟอก เรียกว่าทำจิตของตนให้ผ่องใส เอตํ พุทฺธสาสนํ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า การทำจิตของเราให้สงบ ให้ผ่องใสสะอาด มีความสุข

เราระลึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ พระพุทธเจ้านั้น พระองค์ที่จิตใจสะอาด เราก็ทำพุทโธของเราให้สะอาด ใจของเราให้สะอาด

ระลึกพุทโธ พุทโธ พระพุทธเจ้ามีจิตใจสงบ เราก็ทำจิตใจ พุทโธของเรานี้ ที่เราระลึกอยู่นี้ให้สงบ

พุทโธ พุทโธ พระพุทธเจ้ามีจิตใจเบิกบานในธรรม เราก็พุทโธ พุทโธ ก็ทำจิตใจของเรา พุทโธของเรา ให้เบิกบานในการรู้ธรรม ในการปฏิบัติธรรม เบิกบานในธรรม เราก็พุทโธ พุทโธ เพื่อให้เกิดความปลื้มปิติ เบิกบานในใจ เราจะได้พ้นทุกข์ เราจะได้ห่างจากทุกข์ เราจะได้ถึงความสงบ เพราะการมาอบรมจิตใจอย่างนี้

เราได้ทำอย่างนี้เป็นการทำถูกต้องเดินตามทางของพระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้า ควรทำด้วยความเต็มอกเต็มใจ อย่าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ สักแต่ว่าทำ กำหนดปล่อยละปล่อยวาง ให้รู้ละเอียดไปตามลำดับจริง ๆ เมื่อเราอยากรู้ธรรมที่ละเอียดด้วย เราก็ควรปล่อยวางอารมณ์ปัจจุบันอันหยาบ ๆ แม้แต่ลมหายใจ พุทโธ พุทโธ ก็ละเอียดไปตามลำดับ ทำให้สงบไปตามลำดับ เหมือนกับเราจะนอนหลับอย่างนั้นแหละ

เตรียมนอนให้จิตเข้าที่อย่างนั้นแหละ แต่ต่างจากการนอนหลับอยู่นิดหนึ่ง คือเราไม่ปล่อยให้ลืม เป็นโมหะ คือไม่ขาดสติขาดความรู้ตัว เราให้ประสาททั้งหลาย มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ห้าอย่างนี้พักตามลำพัง ให้หลับประสาททั้งห้าอย่าง เหลือแต่ พุทโธธรรม มโนธรรม ประสาททำงานของพุทโธละเอียด ๆ โดยเฉพาะอย่างเดียว เหลือประตูเดียวเราเอาไว้ เหมือนบ้านเรือนของเรามีไฟหลายดวง เราก็ดับพักผ่อน ดับดวงนอก ๆ ออกเสีย เหลือแต่ในห้องของเราดวงเดียว ดวงทั้งห้าดวงอยู่บันได ดวงอยู่ในครัว ดวงอยู่ในห้องน้ำ ดวงอยู่ในห้องทำงาน ใด ๆ เราดับไว้ เหลือดวงเดียวที่เฉพาะเราอยู่ เราทำงานอยู่ จะอ่านหนังสือก็ตาม จะเขียนหนังสือก็ตาม เราก็เหลือดวงเดียวเท่านั้น ทำงานของเราโดยเฉพาะ ฉันใดก็ดี เราดับประสาททั้งห้า เหลือพุทโธดวงเดียว

เราก็ทำงานในพุทโธของเรานี้แหละ เราจะได้พบความสงบ ชมความวิเวก ชมความสุขที่เราปล่อยวาง ห้าสิ่งห้าอย่างที่เราเก็บปิดไว้ดีแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่มีภัยเกิดขึ้นจากสิ่งนั้นๆ เพราะเราปล่อยวางแล้ว ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือน เหลือแต่อันเดียว สติเป็นเครื่องรักษา อยู่ก็ปลอดภัยเช่นเดียวกัน เราก็พยายามทำงานโดยเฉพาะไม่ลดละ ระลึกไป ระลึกไป อย่าเพิ่งอยากรู้อยากเห็น ถ้าอยากเกิดขึ้นแล้ว อารมณ์อยากที่เกิดขึ้นจะไปก่อกวน แล้วน้ำก็ไม่นิ่ง เงาก็หาย สิ่งที่อยู่ในนั้น ที่เราเห็นชัดก็หายไป

เพราะฉะนั้น อย่าอยากสงบ อย่าอยากรู้อยากเห็น เพราะมันธรรมชาติ พุทโธ รู้อยู่แล้ว เราไม่ต้องอยากรู้เราก็รู้ แต่ขอให้สงบขอให้ละ ขอให้รวมเป็นจุดอันเดียวแน่วแน่ ให้ตั้งมั่นรวมเล็กลงเท่าไหร่ ยิ่งมีพลังมาก

พลังของจิตเป็นอย่างนั้น มีกระแสแรงรวมมากเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนกับกระแสน้ำ เราสามารถบีบให้ช่องเล็กแล้วละยิ่งพุ่งแรง ถ้าเราปล่อยกว้างแล้ว กระแสมันไม่แรง จิตของเราก็เหมือนกัน เมื่อยิ่งให้ละเอียดไปเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนเขาใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ทุกวันนี้เขาไม่ได้ใช้สิ่งใหญ่ ๆ เขาเอาสิ่งที่ละเอียดที่สุดเป็นพลังมหาศาล

พระพุทธเจ้าพระองค์ค้นพบเห็นก่อนใครในโลก จิตที่รวมลงละเอียดสามารถชนะมาร สามารถชนะกิเลส ส่วนไหน ส่วนไหนก็สู้พระองค์ไม่ได้ สามารถมีอิทธิฤทธิ์มีอานุภาพทุกอย่าง ในร่างกาย ในโลก ถ้าหากว่ามันมั่นคงได้ รวมตัวได้อย่างหนักแน่นมั่นคง แต่โดยมากมักจะแตกกระจายเป็นจุณเป็นจุณ ก็เลยไม่มีกำลัง ถึงละเอียดก็ละเอียดแตก ๆ อย่างนั้นไม่มีกำลัง ไม่ละเอียดรวม ถ้าละเอียดรวมล่ะมีกำลังมาก

เพราะฉะนั้น เรารวมพุทโธ รวมความรู้อยู่จุดเดียว หายใจให้สบาย ทำความสบาย รวม พุทโธ พุทโธ ระลึกไป ระลึกไป ระลึกไป ทำให้สบายอย่าไปคิดกลางวันกลางคืน คิดไปบ้านไปช่อง คิดง่วงหาวนอน อย่าคิดขี้เกียจขี้คร้าน ให้คิดพุทโธ พุทโธ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน รู้ตัวโดยเฉพาะ ทำไป ทำไป เพ่งจิตมันตั้งมั่นแล้ว สติกับจิต กลับรักษาเราละทีนี้ เราปล่อยวางได้ คอยแสวงแต่ความรู้ ความเห็นโดยอัตโนมัติโดยธรรมชาติ มันเป็นธรรมชาติที่มีสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นมาโดยลำพังของเขาเอง โดยไม่ต้องหา เพราะฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายพยายามตามที่อธิบายนี้ ที่แสดงบรรยายมานี้ ก็จะยุติเพียงเท่านี้ก่อน พากันภาวนาจนกว่าจะถึงเวลาแล้วค่อยออก

คัดลอก : http://www.dharma-gateway.com/monk/p...p-suwat_13.htm
เพิ่มเติม : http://www.pra-nakhon.com/index.php?topic=237.15

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

77: หนึ่งตะวัน หนึ่งดวงใจ หนึ่งชาติ



หนึ่งตะวัน พันเวลา พากำเนิด
ก่อให้เกิด สรรพสิ่ง นิ่งเคลื่อนไหว
ตะวันเดียว เที่ยวแจ้งมืด ยืดหดไป
เป็นวิสัย ในโลกนี้ ที่มีมา

เราก็หนึ่ง ที่กำเนิด เกิดบนโลก
บางวันโศก บางวันเศร้า เมามืดหนา
บ้างหัวเราะ บ้างร้องไห้ วุ่นวายอุรา
บางวันบ้า บางวันดี อย่างนี้นี่คน

หนึ่งตะวัน หนึ่งดวงใจ หนึ่งโอกาส
อีกหนึ่งชาติ ที่ต้องสร้าง ทางกุศล
จะเพียรสร้าง ทางบารมี พลีชีพตน
เพื่อรื้อขน ปวงสัตว์โลก ที่โศกทรวง

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
พุทธสถานภูดานไห
13 ก.พ. 56
เวลา 24:00 น.

76: หนึ่งดวงใจที่เที่ยงแท้ แด่พระโพธิญาณ



ภูมะตูม พุทธสถานภูดานไห 14 เม.ย.56


หนึ่งดวงใจ ล้านไพรี ที่ขวางกั้น
ขอฝ่าฟัน ทะลวงไป ให้รู้ผล
จะไม่ยอม ให้เสียชาติ ที่เกิดเป็นคน
จะสู้ทน อย่างอาจหาญ แม้ทรมานใจ

เอาพระพุทธ เอาพระธรรม เอาพระสงฆ์
ให้เป็นธง นำทาง สว่างไสว
จะเดินตาม รอยบาท พระศาสดาไป
ด้วยหัวใจ ที่เที่ยงแท้ แด่พระโพธิญาณ

หนึ่งดวงใจ หนึ่งดวงจิต ชีวิตนี้
จะขอพลี ชีวีให้ ด้วยใจหาญ
จะอดทน ต่อสู้ กับหมู่มาร
ให้โลกสะท้าน ให้มารกระเซ็น ร่มเย็นด้วยธรรม

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
พุทธสถานภูดานไห
13 กุมภาพันธ์ 2556
เวลา 23:45 น.
__________________

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

75: ทางสู่ความพ้นทุกข์


เพียงแค่คุณคิดถึงพระไตรลักษณ์ คุณก็เริ่มรู้จัก "ทางพ้นทุกข์"

โลกีย์:
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
มรรค 8 พละ 5
ศีล สมาธิ ปัญญา

โลกุตตระ:
1.พระโสดาบัน
2.พระสกิทาคามี
3.พระอนาคามี
4. พระอรหันต์
พระนิพพาน
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช
14 ก.พ.56
__________________

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

74: ยุคพระศรีอาริย์

ยุคพระศรีอาริย์

หลังยุคมิคสัญญี
ครั้งหนึ่ง  สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคตมพุทธเจ้า  เสด็จยับยั้งอาศัยใกล้กรุงสาวัตถีมหานคร  เมื่อสมเด็จพระชินวรผู้ทรงญาณสำราญพระอิริยาบถ  เข้าพรรษาอยู่ในบุพพาราม  อันพระวิสาขาสร้างถวายสิ้น ๒๗ โกฏิ
ครั้งนั้น  พระองค์ทรงปรารถนาซึ่งพระอชิตะเถระ  ผู่หน่อบรมพุทธางกูรอริยเมตไตรยเจ้า  ให้เป็นเหตุพระโลกเชษฐ์จึงตรัสเป็นพระธรรมเทศนา สำแดงซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ องค์  อันมาตรัสเป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลฯ
สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสพระสัทธรรมเทศนาแก่พระสารึบุตรเถระเจ้า  ในอดีตชาติแห่งพระศรีอาริยเมตไตรย
“ดูก่อนสารีบุตร  ฝ่ายชนทั้งหลายผู้มีบุญมีวาสนา มีปัญญามาก  ครั้นทราบข่าวว่า เมื่อถึงวันนั้น คืนนั้น เวลานั้น จะเกิดการรบพุ่งฆ่ากันฟันกัน ต่างก็พากันหลบหนีไปซุกซ่อนตัวตามถ้ำ  ตามหุบเขา  โดยลำพังผู้เดียว  เมื่อพ้น ๗  วันล่วงไปแล้ว  เหล่าทุรชนทั้งหลายได้ฆ่ากันล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว  ผู้มีบุญวาสนาก็จะออกจากที่หลบซ่อน  เมื่อต่างได้เห็นหน้ากัน  ต่างก็สวมกอดซึ่งกันและกันเกิดความสงสารรักใคร่กันเป็นอันมาก เข้าสวมสอดกอดรัดร้องไห้กันไปมาบังเกิดความเมตตากรุณากันมากขึ้น  ต่างก็ปรึกษาหารือกันว่า
“ดูก่อนชาวเราทั้งหลายเอ๋ย  ความพินาศที่เกิดขึ้นกับมนุษย์โลกในครั้งนี้  เพราะเหตุด้วยผู้คนทั้งหลายมัวเมาประมาท  ประกอบแต่อกุศลกรรม  ทำบาปกรรมชั่วหยาบช้าหาความเมตตาปราณีต่อกันและกันได้ อิโตปัฏฐายะ จำเดิมแต่นี้ไป  ชาวเราทั้งหลาย  จงหมั่นประกอบแต่กุศลกรรม งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม กล่าวมุสาวาท ดื่มสุราเมรัย และงดเว้นจากอภิชฌา  พยาบาทมิจฉาทิฏฐิเถิด”

มนุษย์กลับมารักษาศีล

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ลำดับนั้น  สัตว์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า  พวกเราถึงความสิ้นญาติอย่างใหญ่เห็นปานนี้  เหตุเพราะสมาทานธรรมที่เป็นอกุศล
อย่ากระนั้นเลย  เราควรทำกุศล  ควรทำกุศลอะไร  เราควรงดเว้นปาณาติบาต  ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติเพราะเหตุสมาทานกุศลธรรม เขาจักเจริญด้วยอายุบ้าง  จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง
เมื่อเขาเจริญด้วยอายุบ้าง  เจริญด้วยวรรณะบ้าง  บุตรของมนุษย์ทั้งหลาย  ที่มีอายุ ๑๐ ปี  จักมีอายุถึง ๒๐ ปี”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ลำดับนั้น  สัตว์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราเจริญด้วยด้วยอายุบ้าง  เจริญด้วยวรรณะบ้างเพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม
อย่ากระนั้นเลย  พวกเราควรทำกุศลยิ่งๆ ขึ้นไป  ควรทำกุศลอะไร  เราควรงดเว้นจากการเมสุมิจฉาจาร  ควรงดเว้นจากปิสุณาวาจา  ควรงดเว้นจากผรุสวาจา ควรงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ  ควรละซึ่งอภิชฌา  ควรละพยาบาทควรละมิจฉาทิฐิ ควรละเว้นซึ่งธรราม ๓ ประการ  คือ อธรรมราคะ (กำหนัดในฐานะอันไม่ชอบธรรม)  วิสมโลภ (ความโลภไม่เลือก) มิจฉาธรรม (ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจผิดธรรมดา)
อย่ากระนั้นเลยพวกเราควรปฏิบัติชอบในมารดา  ควรปฏิบัติชอบในสมณะ ควรปฏิบัติชอบในพราหมณ์  ควรประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล  ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ  เขาเหล่านั้นจักปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์  ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ”

มนุษย์มีอายุ  ๘๐,๐๐๐ ปี
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหตุที่สามาทานกุศลธรรมเหล่านั้นเขาเหล่านั้นจักเจริญด้วยอายุบ้าง  เจริญด้วยวรรณะบ้าง  เมื่อเขาเหล่านั้นเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง
   บุตรของคนอายุ     ๒๐ ปี         จักมีอายุเจริญถึง     ๔๐  ปี
   บุตรของคนอายุ     ๔๐ ปี         จักมีอายุเจริญถึง     ๘๐  ปี
   บุตรของคนอายุ     ๘๐ ปี         จักมีอายุถึง         ๑๖๐  ปี
   บุตรของคนอายุ    ๑๖๐ ปี         จักมีอายุถึง         ๓๒๐ ปี
   บุตรของคนอายุ    ๓๒๐ ปี         จักมีอายุถึง         ๖๔๐ ปี
   บุตรของคนอายุ    ๖๔๐ ปี         จักมีอายุถึง       ๒,๐๐๐ ปี
   บุตรของคนอายุ ๒,๐๐๐ ปี          จักมีอายุถึง      ๔,๐๐๐ ปี
   บุตรของคนอายุ ๔,๐๐๐ ปี          จักมีอายุถึง      ๘,๐๐๐ ปี
   บุตรของคนอายุ ๘,๐๐๐ ปี          จักมีอายุถึง     ๒๐,๐๐๐ ปี
   บุตรของคนอายุ๒๐,๐๐๐ปี           จักมีอายุถึง    ๔๐,๐๐๐ ปี
   บุตรของคนอายุ๔๐,๐๐๐ปี           จักมีอายุถึง    ๘๐,๐๐๐ ปี”

มนุษย์มีโภคสมบัติเป็นทิพย์

ในสมัยนั้น  ฝนตกทุกกึ่งเดือน  คือ ถึง ๑๕  วัน  ฝนตกคราวหนึ่ง  เมื่อฝนจะตกในมัชฌิมยาม  ยังพื้นแผ่นดินให้ชุ่มชื้นน่ารื่นรมย์  ประชาชนต่างก็มั่งคั่งร่ำรวย  อุดมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์  มีแม่น้ำใหญ่ไหลขึ้นทางฟากหนึ่งมีน้ำอันเต็มเปี่ยมเสมอฝั่งตั้งอยู่เป็นนิตยกาล  บรรดาพฤกษาชาติต่างก็ผลิตออกผลตามฤดูกาลเสมอเป็นนิรันดร์  ทั้งบ้านเรือนนิคมก็มิได้ตั้งอยู่ไกลกัน  ตั้งอยู่เพียรระยะไก่บินถึง  อันตรายจากโจรผู้ร้ายก็หามี  ชีวิตมนุษย์ต่างมีความสมบูรณ์พูนสุขเป็นอย่างดี  ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค  ตลอดทั้งแก้ว แหวน เงิน ทอง สามีและภรรยาต่างก็อยู่กินกันอย่างมีความสุข  ต่างถนอมน้ำใจซึ่งกันและกันมิได้มีการทะเลาะวิวาททำร้ายกันเลย
เวลานั้นหญิงชายทั้งหลาย  ต่างก็พากันเสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์ไม่ต้องทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำมาค้าขายแต่ประการใด  หญิงทั้งหลายมิต้องทอหูกปั่นฝ้าย  จะนุ่งห่มผ้าสไบล้วนเป็นทิพย์ เหล่าเสนาราชอำมาตย์ก็ย่อมตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มิฉ้อราษฎร์เบียดเบียนประชาชนให้เดือดร้อนแม้แต่เล็กน้อย  มีความเอ็นดูเมตตากรุณาเป็นอย่างดี สรรพสัตว์ เช่น งูกับพังพอน  แมวกับหนู
เสือกับกวาง  ต่างก็มีไมตรีจิตกัน มิได้ประทุษร้ายกัน

มนุษย์ล้วนมีศีล

มนุษย์ในกาลนั้นล้วนแต่ตั้งอยู่ในศีลธรรม  เลี้ยงชีพด้วยอาหารอันเป็นทิพย์  มีความมั่งมีศรีสุขสนุกสนานสำราญใจ  พื้นแผ่นดินราบเรียบดุจหน้ากลองชัยเภรี  ปราศจากตอเสี้ยนหนามที่จะทำเป็นบาดแผล  มนุษย์ทุกรูปนามต่างล้วนใสสะอาดงดงามคนวิกล  วิกาล บ้าใบ้ บอด หนวก เสียแขนขา  มิได้มีปรากฏเลยเมื่อชนทั้งหลายแลเห็นกันแลกันก็มีแต่ความเมตตาปราณี รักใคร่กัน ประสบแต่ความสุข นิราศทุกข์ นิราศทุกข์ นิราศโรค นิราศโศก นิราศภัย

ยุคพระศรีอาริย์

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า “เมตไตรย์”  จักเสด็จขึ้นในโลกพระองค์เป็นอรหันต์  ตรัสรู้เองโดยชอบ  ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสร็จไปดีแล้ว  ทรงรู้แจ้งโลก  เป็นผู้เบิกบานแล้ว  เป็นผู้จำแนกพระธรรม  เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นในโลกในบัดนี้

พระผู้พระภาคพระนามว่าเมตไตรยพระองค์นั้น  จักทำโลกนี้พร้อมด้วยเทวโลก  มารโลก พรหมโลก  ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว  ทรงสอนหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะ  พราหมณ์  เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม  เหมือนตถาคตในบัดนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามเมตไตรยพระองค์นั้น  จักทรงแสดงธรรม  งามในเบื้องต้น งามในที่สุด  ทรงประกาศพรหมจรรย์  พร้อมทั้งอรรถ  พร้อมทั้งพยัญชนะ  บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้”
ในกาลบัดนั้นแล คือ “ยุคพระศรีอาริย์”  เป็นยุคที่ “นาถเทวเทพบุตร”  หรือ สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์พระศรีอริยเมตไตรยเจ้า  ซึ่งได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ  มาแล้วถึง  ๘๐  อสงไขยแสนมหากัลป์  รับอารธนานิมนต์แห่งเหล่าเทพยดาทั้งหลาย  ก็จะจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต  ลงมาปฏิสนธิในครรภ์แห่ง นางพราหมณวดี  ภรรยาแห่ง สุตพราหมณ์  มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของ สมเด็จพระเจ้าสังขจักร  กษัตริย์แห่งกรุงพาราณสี  ที่เปลี่ยนนามเป็น  เกตุมมะดี  ในวันบัณณสี  อุโบสถ  เพ็ญเดือน ๘  ขึ้น ๑๕ ค่ำ  เวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง  พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลาย ๑๒ ประการ เทพยดาพากันกระทำสักการบูชาดังห่าฝน  ตกลงในกลางอากาศแล้วก็มีปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ผุดขึ้นมา  เพื่อจะให้เป็นที่สำราญแห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้า  ประสาท ๑ ชื่อว่า ศิริวัฒนะ ปราสาท ๑ ชื่อว่า สิทธัตถะ ปราสาท ๑ ชื่อว่า จันทกะ

ปรางค์ปราสาททั้ง ๓ นี้ เป็นที่จำเริญพระศิริสวัสดิมงคลควรจะให้สำเร็จประโยชน์ในทุกประการ  ปรากฏงามดังดวงจันทร์หอมฟุ้งด้วยกลิ่นอันหอมมิรู้ขาด  เดียรดาษด้วยนางนาฏพระสนมประมาณ ๗ แสน  สมเด็จพระอัครมเหสีแห่งสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้าพระนามว่า  พระจันทมุขี  เป็นประธานแห่งนางบริวารทั้ง ๗ แสน มีพระราชโอรสองค์ ๑ ทรงพระนามว่า พราหมณ์วัฒนกุมาร

ทรงเสด็จออกผนวช

ครั้นเมื่อ  สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์พระศรีอริยเมตไตรยเจ้ามหาบุรุษ  ทรงพระเกษมสำราญอยู่ในประสาททั้ง ๓ ควรแก่ฤดูนิยมดังนี้  จนกระทั่งพระองค์มีพระชนม์ได้ ๘๐,๐๐๐ ปี  ได้ทรงเสด็จขึ้นสู่รถแก้วอันเป็นทิพย์วิมาน เสด็จไปประพาสอุทยาน  ได้ทอดพระเนตรเห็นซึ่งนิมิต ๔ ประการ อันเป็น “เทวทูต”  ได้แก่ ทารกแรกเกิด  คนแก่ คนเจ็บป่วย และคนตาย ยังธรรมสังเวชให้เกิดขื้นกับพระองค์  จนพระองค์มีพระทัยน้อมไปในทางบรรพชาและพิจารณาเห็นเพศสมณะเป็นอารมณ์
ในเวลานั้นปรางค์ปราสาทแก้วทั้ง ๓  ที่มีพระราชโอรสและเหล่าบริวาร ๗ แสนอาศัย  ก็ลอยขึ้นสู่อากาศ  ประดุจพญาหงส์ทองบินไปในเวหา  ฝ่ายเทวดาทั้งหลายในหมื่นโลกจักรวาลก็ชวนกันถือเครื่องสักการบูชา  ต่างเหมาะกันมากระทำสักการบูชาพระบรมโพธิสัตว์ในอากาศอย่างเนืองแน่นเป็นอเนกอนันต์  ฝ่ายบรรดาท้าวพระยายมมหากษัตริย์ทั้ง ๘  หมื่น ๔  พันพระนคร และชาวนิคมชนบททั้งหลายก็ชวนกันมากระทำสักการบูชาด้วยดอกไม้และของหอม  เดียรดาษไปทั่วทั้งชมพูทวีป  แม้เหล่าพวกอสูรทั้งหลายก็เข้าพิทักษ์รักษาปรางค์ปราสาทแก้ว  ข้างฝ่ายพระยานาคราชกระทำสักการบูชาด้วยแก้วมณี  พระยาสุวรรณราชปักษ์ทำสักการบูชาด้วยแก้วอันเป็นเครื่องประดับตน  พระยาคนธรรพ์ทั้งหลายกระทำสักการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ดุริยางค์และฟ้อนรำ
ครั้นเมื่อ  สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์พระศรีอริยเมตไตรยเจ้ามหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา  เหล่า เทพยดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์  และมนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลาย  กระทำสักการบูชาพระยาบรมจักรพรรดิราชาธิราชพร้อมด้วยสาวสนมทั้งปวง  เหล่าโยธาหารหมู่จตุรงค์องค์พยุหะเสนาอเนกอีกนับมิได้  ก็เสด็จไปยังที่ใกล้แห่งสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์

ครั้งนั้น  มหาชนทั้งหลายที่มีความปรารถนาจะบรรพชาก็ลอยขึ้นมาในอากาศกับพระบรมโพธิสัตว์เจ้า  ด้วยเดชานุภาพแห่งพระบรมจักรและอานุภาพพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์
ครั้น  พระบรมโพธิสัตว์เสด็จถึงควงไม้พระศรีมหาโพธิ์คือไม้กากะทิงแล้ว  ปรางค์ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศใกล้ในที่ปริมณฑลไม้มหาโพธิ์  ข้างท้าวมหาพรหมก็เชิญพานผ้ากาสาวพัสตร์กับเครื่องบริขารทั้ง ๘  น้อมเข้าไปถวายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์  แล้วพระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้วตัดพระเกศเกล้าให้ขาด  แล้วทรงโยนขึ้นไปบนอากาศ  ทรงถือเครื่องบรรพชาทั้ง๘  ประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว  ส่วนเหล่าบริวารทั้งหลายต่างชวนกันบรรพชาตามเสด็จพระโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก

ทรงสำเร็จพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ

“ดูก่อนสารีบุตร  พระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้า ทรงกระทำความเพียรอยู่ใกล้พระศรีมหาโพธิ์(ไม่กากะทิง)  สิ้น ๗ วัน  เมื่อเวลาเย็นพระองค์ก็เสด็จเข้าสู่ควงไม้พระมหาโพธิ์  ขึ้นทรงนั่งเหนือรัตนอปราชิตบัลลังก์พระที่นั่งแก้ว  ปฐมยามพระองค์ทรงระลึกเห็นประจักษ์แจ้งถึงพระบุพชาติของพระองค์โดยลำดับ ด้วยอำนาจแห่งบุพเพนิวาสนุสติญาณ  ครั้นล่วงเข้าสู่มัชฌิมยามทรงเห็นซึ่งจุติ – ปฏิสนธิแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย  ด้วยอำนาจแห่งทิพย์จักษุญาณ  ปัจฉิมยามพระองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททรงตรัสรู้แจ้งห่วงโซ่แห่งการเกิดดับ  ทรงรู้แจ้งอริยสัจสี่ประการ

ลำดับนั้น พระองค์ทรงสำเร็จแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า  ปรากฏพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ  มีพระอัครสาวกเบื้องขวา  นามว่า อโสกเถระ  พระอัครสาวกเบื้องซ้าย นามว่า สุพรหมเทวะเถระ  พระสีหะเถระเป็นพุทธอุปฐาก  อัครสาวิกา ชื่อว่า สมนาภิกษุณี  ปทุมาภิกษุณี  อุบาสก
พุทธอุปฐากอีก ๒ คน คือ สุทัตตคฤหบดี ๑  สังฆคฤหบดีคน ๑  และอุบาสิกาเป็นพุทธอุปฐากอีก ๒ คน คือ ยศปวดีอุบาสิกาคน ๑ สังฆอุบาสิกาคน ๑”

ดูกรสารีบุตร  สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้าทรงโปรดมนุษย์ทั้งหลายนับแสนโกฏิ  ให้ได้ดื่มกินซึ่งน้ำอมฤตรส  คือ พระสัทธรรม  เห็นซึ่งพระนิพพาน  อันมิได้รู้แก่  รู้ตาย  อันเป็นธรรมาภิสมัย  ให้บังเกิดมีแก่ฝูงเทพยดาและเหล่ามนุษย์ทั้งหลายได้ตรัสรู้อริยมรรคอริผลหาประมาณมิได้”
(พระอนาคตวงศ์  กัณฑ์ที่ ๑)

73: เราไม่ประมาท ได้ตั้งใจทำคุณงามความดีแล้ว ตายมันจะไปทุกข์รึ?

เราไม่ประมาท ได้ตั้งใจทำคุณงามความดีแล้ว ตายมันจะไปทุกข์รึ?

ไปอยู่ที่ใดนั่นมันจะตายเสีย เราตั้งใจแล้ว เราตั้งสัตย์อธิษฐานแล้ว ยังไงมันก็จะให้เป็นชาติสุดท้ายในชาตินี้

การเกิดของเรานี่ เป็นหรือไม่เป็นก็ตาม เราจะทำความเพียรอยู่นั่นแหละ มันจะตายก็เทียวไปเทียวมาอยู่นี่ ทำมันอยู่นั่นแหละจนตาย ถ้ายังไม่พ้นทุกข์

ก้อนนี้ก้อนตาย เกิดมาก็มาพากันตายเสีย แบกทุกข์อยู่อย่างเรานี่ เข้าป่าเข้าดงไปซื่อ ๆ เกิดมามีแต่ตายเท่านั้นแหละ

เราไม่ประมาท ได้ตั้งใจทำคุณงามความดีแล้ว ตายมันจะไปทุกข์รึ?

อย่าทำบาปทำชั่ว อย่าเห็นแก่ปากแก่ท้อง อย่าเห็นแก่หลับแก่นอน

เราสร้างความดีใส่ตนไว้ ความทุกข์ยากลำบากบ่มี ความสบายใจก็แม่นเราสร้างให้ตน. 


งานทุกอย่างทางโลกล้วนแล้วแต่ไม่มีวันสิ้นสุด
ไม่เหมือนกับงานทางธรรมที่มีวันสิ้นสุด

เมื่อใดที่เราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว บารมีของเราเต็มบริบูรณ์แล้ว
เมื่อนั้นเราจะเข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง คือพระนิพพาน.