วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

29: ถ้อยธรรมจากอริยะชน

ฟ้าดินห่างไกลกันก็ยังมองเห็น มหาสมุทรกว้างไกลก็พอไปถึง แต่จิตอริยะชน กับปุถุชนห่างไกลกันไม่มีที่หมาย เพราะปุถุชนกับอริยะชนอยู่คนละฝั่งกัน

ฝั่งหนึ่งเป็นโลกีย์ ฝั่่งหนึ่งเป็นโลกุตตระ ปุถุชนเป็นโลก (โลกีย์) อริยะชนเป็นโลกุตตระ (เหนือโลก) จึงไม่สามารถมมองเห็นกันได้ จนกว่าปุถุชนจะประพฤติปฏิบัติจนจิตเป็นอริยะชน เมื่อนั้นจึงจะมองเห็นกันได้

ปุถุชนย่อมไม่สามารถเข้าใจการกระทำ คำพูด ถ้อยธรรมทุกคำ ตามความเป็นจริงในใจของอริยะชนอย่างถ่องแท้ได้ แต่อริยะชนทั้้งหลายย่อมแทงทะลุในการกระทำ คำพูด ความคิดทุกอย่างของปุถุชนได้อย่างไม่ต้องสงสัย จงตั้งใจพากเพียรประพฤติปฎิบัติตามอริยะชน นักปราชญ์เจ้าผู้รู้ทั้งหลาย ด้วยความอุตสาหะ และซื่อตรง ต่อธรรม ไม่เอาทิฎฐิของตนเป็นใหญ่จนขวางทางธรรมของเจ้าของ เพราะมันจะเนิ่นช้า เสียเวลาในการประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยการสุ่มเดาของตน จงเข้าหาศึกษา ประพฤติปฎิบัติกับนักปราญ์เจ้าผู้รู้ทั้งหลาย เพื่อความรู้แจ้งแทงทะลุในอริยะสัจจะธรรม สมความปรารถนา

คติธรรมโดยพระป่าบ้านนอก

พุทธบุตร นักรบธรรม (ภูดานไห) สู้อุตสาหะ พากเพียร ขยันหมั่นประพฤติ น้อมนำเอาธรรมนำไปปฏิบัติ ศรัทธามั่น น่าอนุโมทนาสาธุนัก สู้ไปเถิดอีกสักวันคงได้สมดั่งจินต์
บารมีใด ๆ ที่ท่านสร้าง จงเป็นทางมรรคาพาสมหวัง
จงมีใจมากล้นด้วยพลัง ส่งถึงฝั่งเมืองแก้วพระนิพพาน
ขออนุโมทนาในสิ่งทั้งหลายที่พวกท่านได้กระทำ เป็นกำลังให้พระศาสนา มีจิตใจที่เปี่ยมล้นด้วยพลังศรัทธา ร่วมสร้างวัด (สถานที่ปฏิบัติธรรม) ให้ผู้คนทั้งหลายได้มาทำบุญ โลกทั้งหลายเขาพากันสร้างสถานเริงรมย์ ยั่วยวนกิเลสคนให้เร่าร้อน ลุ่มหลง พวกท่านทั้งหลายพากันสร้างสถานธรรมให้ผู้คนทั้งหลายได้มาอาศัยประพฤติปฏิบัติธรรม หลบร้อนด้วยไฟแห่งกิเลส ตัณหา น่าอนุโมทนานัก
ขออนุโมทนา

IT Man:
ข้าพเจ้าขอยินดีต้อนรับท่านชมธรรม (Chomdham) หรืออาจเรียกได้ว่า ท่านทรงธรรม เข้าสู่กุฏิน้อยหลังเขาแห่งหลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิต ซึ่งแม้จะอาศัยในป่าลึก ก็สู้อุตส่าห์หากันเจอ...เพื่อมาชี้แนะแนวทางธรรมที่ถูกที่ควร นี่หล่ะหนอ...กลิ่นอายแห่งธรรมแลเมตตาธรรมที่มีต่อผู้กำลังก้าวเดินตามมรรคา

ธรรมะของท่านที่เมตตาชี้แนะเหล่า นรธ.กับญาติธรรม เปรียบประหนึ่งน้ำทิพย์โชลมใจ นรธ.ที่กำลังถดถอย ท้อแท้ทั้งกายแลใจ อันเกิดจากโลกธรรมทั้ง 8 มาเบียดเบียนแล้วเบียดเบียนเล่า ทำให้ข้าพเจ้าคลายความกังวลเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ไปได้บ้าง

ธรรมะของท่านจะทำให้เหล่า นรธ. ที่ตอนนี้และที่ผ่านมา ต่างกระจัดกระจายตามรูปแบบของใครของมัน ให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เฉกเช่นที่เราต่างมุ่งสู่ร่มเงาธรรมแห่งองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ ณ ภูดานไหเป็นแน่แท้...

ขอกราบอนุโมทนาสาธุ
นรธ.สมบัติ/22 ม.ค.55

ปล:
ท่านสามารถเข้าชม web blog ขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์พ.สุรเตโชได้ที่นี่
และความคืบหน้าของภูดานไหได้ที่นี่ครับ

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

28: หลวงพ่อเกษม เขมโก

ซึ้งบน:
หนังสือสำคัญพระธรรมเทศนา ที่หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านเขียนขึ้นเอง ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีสาระบางส่วนดังนี้

ขอถวายพระพร คำภาษิตของอาตมาภาพมีอยู่ดังนี้

๑. การเห็น เป็นเหตุแห่ง การคิด
... การคิด เป็นเหตุแห่ง การเห็น
... ถ้าคิดดี ก็เป็นทางเย็น
... หากคิดไม่เป็น ก็เย็นสบาย

ธรรมภาษิตบทที่ ๑ ประโยคแรก "การเห็น เป็นเหตุแห่ง การคิด" หมายความว่า การรู้ธรรมเป็นเหตุแห่งการหลุดพ้น นั้นจะต้องเรื่มที่ ความเห็น หรือ สัมมาทิฏฐิ ในองค์มรรคทั้ง 8 สัมมาทิฏฐิในขั้นต้นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิในระดับ โลกียธรรม คือเป็นความเห็นที่ถูกต้อง แม้จะยังไม่บริสุทธิ์นัก แต่ก็เป็นเหตุให้เห็นธรรมะ จากที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน อย่างเช่น นาย ก.เป็นเศรษฐีที่ยึดถือผลกำไรเป็นเป้าหมาย ไม่เคยเชื่อในบาปบุญ ต่อมานาย ก.ป่วยหนัก ทนทุกข์ทรมาน ทรัพย์สินที่มีอยู่มากมาย ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ระหว่างอยู่ ร.พ. นาย ก. มองเห็นคนตายทุกวัน เกิดความปลงในสังขารขันธ์ มองเห็นสัจธรรมว่า อีกไม่นานตนก็จะต้องตายอย่างคนเหล่านั้น เห็นความจริงของ ทุกข์ในอริยสัจ อย่างนี้เรียกว่า นาย ก.มีสัมมาทิฏฐิ คือมองเห็นสัจธรรมแล้ว ความเห็นนี้เองเป็นเหตุให้ นาย ก.เกิดความคิดชอบ หรือที่เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ คือ มีความคิดที่ถูกต้องว่า หนทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นนั้นคือ การออกจากกาม การไม่พยาบาทหรือเบียดเบียนผู้ใด อย่างนี้เรียกว่า นาย ก.เกิดความคิดที่ถูกต้องแล้ว หลวงพ่อเกษมจึงกล่าวว่า "การเห็นเป็นเหตุแห่งการคิด"

ประโยคที่สอง "การคิด เป็นเหตุแห่ง การเห็น" หมายความว่า เมื่อมีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว (สัมมาทิฏฐิ) แล้วก็จะเกิดความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) ตามมา และเมื่อเกิดความคิดที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่จะตามก็คือ สัมมาทิฏฐิ แต่สัมมาทิฏฐิในขั้นนี้ เป็นความเห็นที่ถูกต้องในระดับ " โลกุตรธรรม"ไม่ใช่ความเห็นชอบในระดับ "โลกียธรรม"แล้ว สัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตรธรรมเป็นความเห็นที่เกิดจากปัญญา ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนา ความเห็นในระดับนี้เป็นความเห็น บริสุทธิ์ ที่เกิดจากปัญญาจริงๆไม่ใช่การนึกคิด การที่บุคคลจะปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น จะต้องมีพื้นฐานมาจาก สัมมาสังกัปปะ อันประกอบด้วยความคิด ที่จะไม่พยาบาทหรือเบียดเบียนใคร และความคิดที่จะออกจากกาม (เพราะมองเห็นโทษ ของกามแล้ว) ความคิดนี้ ก็นำไปสู่การปฏิบัติตามองค์มรรคต่างๆ นั่นก็คือ เริ่มที่ความคิด เริ่มที่จิต แล้วก็ตามมาด้วยวาจาและกาย และจบลงที่ ความเห็น (สัมมาทิฏฐิ) ในระดับโลกุตรธรรม หลวงพ่อเกษม จึงกล่าวว่า " การเห็นเป็นเหตุแห่งการคิด"

ประโยคที่สาม "ถ้าคิดดี ก็เป็นทางเย็น" การคิดดีย่อมเป็นพื้นฐาน ของการละเว้นความชั่วและการทำความดี เมื่อมนุษย์ทำความดีวิบากแห่งความดี ย่อมอำนวยผลเป็นความสงบเย็น แม้ตายไป สุคติภพ (สวรรค์) ก็เป็นอันหวังได้

ประโยคที่สี่ "หากคิดไม่เป็น ก็เย็นสบาย" ในประโยคที่สามที่กล่าวว่า "ถ้าคิดดีก็เป็นทางเย็น" นั้นหมายถึง การคิดดีย่อมได้ดี แด่สิ่งที่เหนือยิ่งไปกว่าการ "คิดดี" ก็คือการ "คิดไม่เป็น" คำว่า "คิดไม่เป็น"ในที่นี้หมายถึง การคิดโดยปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่ปรารถนาที่จะเป็นสิ่งใด ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานใดๆ ว่านี้เป็นตัวเรา สิ่งนี้เป็นของเรา สิ่งนั้นเป็นของเขา ปล่อยวางในธรรมทั้งหลายทั้งปวง มองเห็นธรรมตามความเป็นจริง คือธรรมะทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนของเรา ที่จะยึดถือครอบครองว่าเป็นของเรา ดังนั้น "หากคิดไม่เป็นก็เย็นสบาย" จึงหมายความว่า เมื่อสิ้นความยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ย่อมเย็นสบาย คือ "นิพพาน" นั่นเอง

ขอถวายพระพร
พระภิกษุเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง

ในความน้อยนั้นมีความมาก ธรรมะที่ดูเหมือนจะมีเนื้อหาน้อย แท้จริงกลับมีความลึกซึ้งแยบคาย เต็มไปด้วยปริศนาธรรม

ขอนอบน้อมสักการะ หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ กราบ กราบ กราบ

กราบ กราบ กราบ
ขอนอบน้อมบูชาคุณถึงครูบาเจ้าเกษม เขมโก เช่นกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

27: ประสบการณ์ธรรมะ นรธ.

สันติ: เมื่อ 27-11-2011, 03:20 PM

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 54 ผมได้เดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพ ได้เกิดอุบัติเหตุถูกรถกะบะขับมาชนท้ายรถยนต์ คันที่นั่งไปบนถนนสาย moterway ใกล้กับเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เวลาประมาณ 11.30 น. ขณะที่รถติดกันเป็นแถวยาว ก็ได้ยินเสียงดังโครมที่ด้านหลังรถที่ผมนั่ง งานเข้าแล้ว ผมบอกตัวเองอย่างนั้น รถชนกันที่บนถนนที่มีรถวิ่งเป็นร้อยๆคัน ด้วยความเร็ว 120-140 กม./ชม. ไม่สนุกเลยนะครับ

อย่างแรกที่ต้องทำคือ ระงับอารมฌ์โกรธ อารมฌ์หงุดหงิดของตัวเองก่อน ตั้งสติให้ดีแล้วค่อยลงไปคุยกับคู่กรณี โชคดีที่ต่างฝ่ายต่างมีประกัน แต่กว่าจะติดต่อประกันได้ และกว่าพนักงานเครมความเสียหายของบริษัทประกันคู่กรณี จะมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ก็ประมาณบ่าย 2 โมง ระยะเวลา 2.30 ชม. ที่รอคอยนี่แหละครับ มีโอกาสได้ใช้ปัญญาเต็มที่เลยครับ ต้องพิจารณาธรรมในสภาวะตามความเป็นจริง ท่ามกลางแสงแดด ท่ามกลางฝุ่นละออง ท่ามกลางเสียง (ดังจนหูอื้อ) ของรถยนตร์ที่วิ่งไป-มา(ต้องตะโกนคุยกับคู่กรณี)

ร้อนก็ร้อนจริง(ร้อนจริงๆ) แสงแดดทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่เลยครับ ในเวลาประมาณเที่ยง-บ่าย ตัวถูกรู้ (ร่างกาย) แทบไหม้เหมือนกันครับ 555 แต่อย่างว่าแหละครับ ในเมื่อตัวเราไม่ใช่ของเรา จะไปทุกข์ทำไมพยายามทำใจของเรา ให้เย็น ให้สบาย จะได้ไม่เครียดครับ

อารมฌ์โกรธ,หงุดหงิด,กังวล ฯลฯ ที่คิดว่าวางได้ก็คอยจะผุดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ก็เลยต้องพิจารณาอีกว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้หรอก ไม่ว่าตัวเขาตัวเรา อันนี้มันเป็นประสบการณ์สอนเรา หากเราไปมีอารมฌ์กับตัวเขา ตัวเราจิตเรานั่นแหละ จะมีอาการเหมือนเผาตัวเอง เพราะเกิดความไม่พอใจขึ้นในจิตของเราก่อน จิตปรุงเองมันจะเป็นทุกข์ร้อนรุ่ม ไปยึดไปแบกเขาเอง เรื่องของจิตไม่มีใครจะทำทุกข์ให้ใครได้ นอกจากตัวเองเท่านั้น ก็เลยถามเอง-ตอบเอง เราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ก็เพื่อฝึกจิตให้รู้เท่าทันสภาวะความเป็นจริงแห่งปัจจุบัน มิใช่เพื่อความมีใดๆทั้งสิ้น เพราะถ้าเรามีตัวเราของเราเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทุกข์จะเกิดขึ้นทันที พอคิดได้ดังนี้ จิตก็ค่อยสบาย ค่อยเบา ขึ้นมาครับ

บททดสอบตนเองจากประสบการณ์จริงๆ ของแต่ละบุคคล ก็เปรียบเสมือนข้อสอบที่แต่ละบุคคลจักต้องสอบและประเมินผล ด้วยตนเองว่าเราจักสอบผ่านหรือไม่อย่างไรครับ

คิดถึงคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่ท่านพูดอยู่เสมอว่า " ธรรมะจักต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สภาวะจริง จึงจะรู้จริง " 


ภูเบศวร์:
ประสบการณ์ท่านสันติ ทำให้ได้เห็นว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม คือได้คุ้มครองทั้งกายและจิตของผู้ประพฤติปฏิบัติ
อนุโมทนาครับ

..................
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการปฏิบัติ นำมาฝากผู้ปฏิบัติในแนวทางวิปัสสนา(ดูกายดูใจ)เป็นเทคนิคเล็กๆแต่สำคัญมาก(สำหรับผม)
..................
ครั้งที่ผมสัญจรไปเชียงใหม่ช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปกราบพระอริยะองค์หนึ่งที่เชียงดาว ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่สิม เป็นศิษย์ผู้พี่ผม รุ่นอาวุโสที่คอยให้ความช่วยเหลือแนะนำช่วงผมเป็นพระนวกะ
ท่านได้ให้แนวทางเรื่องฐานที่ตั้งของใจ สำหรับการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้จิตไหลตามอารมณ์ไป จากการที่เราระลึกรู้สภาวะที่เกิดขึ้นกับใจ ซึ่งเรามักเผลอไหลไปตามสภาวะนั้น ผู้ที่ยังไม่ชำนาญใจมักไม่ตั้งมั่น ควรที่จะมาระลึกรู้กายก่อน ให้กายเป็นฐานที่มั่นเพราะกายเป็นรูปธรรม ระลึกรู้ได้ง่าย การระลึกรู้กายแม้จะเป็นสมถะ แต่ก็เป็นเบื้องต้นที่จะเป็นอุบายให้สติเกิดขึ้นได้บ่อยๆ(สติเป็นอนัตตา บังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้) เมื่อสติเกิดขึ้นได้บ่อย ใจมีความตั้งมั่นชำนาญแล้ว การระลึกรู้ใจก็จะไม่เผลอไหลไปตามสภาวะที่เกิดขึ้นกับใจในขณะนั้น
เป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆนำมาเป็นของฝากจากเชียงใหม่ครับ

ผมได้รับฟังแนวทางการปฏิบัติจากท่านถึง2ชั่วโมง ตั้งแต่สภาวะของเราที่ยังไม่ชัดเจนหรือติดอยู่ จนไปถึงสภาวะของใจอันบริสุทธิ์อันเป็นเนื้อแท้ของใจที่ไม่มีอะไรเข้ามาเจือปนได้อีก แต่ยังคงอยู่ร่วมกันกับสภาวะของโลก เหมือนน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว

26: เมืองพอ

เย็นนี้ไปทานข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่งในแม่สอด ไปเห็นคำคมสั้นๆแต่สะดุดใจในความเป็นไปของตัวเองยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาแบ่งปัน เผื่อจักเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่...เฉกเช่นกัน


"ทรัพยากรในโลกเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่
ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนที่มีความโลภเพียงคนเดียว"
มหาตมะ คานธี

ทำให้หวลคำนึงถึงคำคมอิสาน ที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณพ่อของผมตั้งแต่เยาว์ว่า
"ลูกเอ๋ย ในเมืองมนุษย์นี้เมืองพอบ่มีเด้อ...มีแต่เมืองพล(จ.ขอนแก่น)"
ณ.วันนั้นลูกชายคนนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก...ณ วันนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วครับผม

ค่ำคืนนี้..ช่างคิดถึงคุณพ่อและคุณพ่อที่พวกเรานรธ.มีเหมือนกันนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

25: อวิชชา


อวิชชา คือความไม่รู้ไม่เข้าใจในสภาวะเป็นจริงตามสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของทุกข์และการดับทุกข์  ความไม่รู้นี้ครอบคลุมถึง "ไม่รู้เท่าทันหรือสติ และการไม่นำไปปฏิบัติด้วย" ด้วย  หรือความไม่รู้แจ้งแทงตลอดและไม่ปฏิบัติในอริยสัจ๔ และปฏิจจสมุปบาท หรือ อวิชชาทั้ง๘ ตามความเป็นจริง
        กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ  สรรพสัตว์ทั้งหลายกำเนิดเกิดขึ้นมาพร้อมด้วยอวิชชา(ความไม่รู้,รวมทั้งไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง)โดยธรรมชาติอันมีพร้อมกับการเกิด  จึงย่อมต้องดำเนินและเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทล้วนสิ้น   เพราะวิชชาเป็นสิ่งที่ต้องสังขาร(ต้องปรุงขึ้น)ทำให้เกิดขึ้น  ต้องสั่งสม   ต้องทำให้เจริญยิ่งๆขึ้น   มิใช่เกิดขึ้นมาได้เอง   จึงเป็นการสังขารสั่งสมทั้งทางด้านปัญญา ศีล สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จนเกิดสัมมาญาณ(ปัญญาอันยิ่ง)อันเป็นมรรคองค์ที่๙ (สัมมัตตะ๑๐) จึงจะเกิดสัมมาวิมุตติขึ้นได้ อันคือ สุขจากการหลุดพ้นอันเป็นมรรคองค์ที่๑๐
        อวิชชา อันคือ ไม่มีความรู้ ความไม่เข้าใจ และไม่รู้เท่าทันในเหตุปัจจัยอันเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)ของทุกข์ และการดับทุกข์หรือพ้นทุกข์ตามความเป็นจริง  อันคือความไม่รู้  ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอด ไม่รู้เท่าทัน(สติ) ในการดับทุกข์ เพราะอวิชชา๘ อันมีดังนี้
        ๑.ไม่รู้จักทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ดับสนิทอันหมายถึง อุปาทานทุกข์ อันเป็นทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลน หรือก็คือ อุปาทานขันธ์ทั้ง๕ อันเกิดแต่เหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันจึงยังให้เกิดขึ้นได้    จึงทําให้การปฏิบัติไม่ถูกต้องตามเป็นจริง  เช่น พยายามในสิ่งที่ยึดแต่เข้าใจผิดๆ อันทําให้ไม่สามารถปฏิบัติได้ เช่น เข้าใจผิดว่าทำบุญทำกุศลหรือปฏิบัติธรรมแล้วจักไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก ไม่มีโรค ไม่มีภัยใดๆ มีแต่โชค ลาภ วาสนา มีเทวดา บุญกุศลคอยคํ้าจุนเกื้อหนุน,   แต่ตามความเป็นจริงแล้วกลับเป็น เหตุแห่งทุกข์นั้นยังคงมีอยู่เพราะเป็นสภาวะธรรม  แต่ไม่มีผู้รับ(หมายถึงจิต)ผลทุกข์นั้น  หรือที่เรียกว่าสภาพ "เหนือกรรม" จึงจักเป็นการเข้าใจที่ถูกต้องดีงาม
        หรือความไม่เข้าใจว่าทุกข์นั้น   มีทั้งที่เป็นทุกข์ธรรมชาติที่เป็นสภาวะธรรม จึงมีความเที่ยงเป็นธรรมดา ดังเช่น  ความเกิด  ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  การพลัดพรากจาดสิ่งอันเป็นที่รัก  การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก  การปรารถนาในสิ่งใดแล้วไม่ได้ในสิ่งนั้น  เหล่านี้เป็นทุกข์  รวมทั้งเวทนาต่างๆ ยังคงต้องเกิดมีเป็นเช่นนั้นเองเป็นธรรมดา จึงไม่สามารถดับให้สูญไปได้  แต่กลับไปพยายามปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ธรรมชาติเหล่านั้น จึงย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ,   ตามความเป็นจริงและถูกต้องนั้น ต้องปฏิบัติอย่างไร อย่าให้ทุกข์เหล่านั้นแปรปรวนไปเป็นอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลน  ได้แก่การมีสติระลึกรู้เท่าทันอย่างต่อเนื่อง  และยังต้องมีปัญญาเข้าใจในสิ่งต่างๆเหล่านั้นอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงในธรรมนั้นๆ
         ทุกข์ธรรมชาติเหล่านั้นอันรวมทั้งทุกขเวทนาทั้งหลายนั้นก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่งจริงๆเช่นกัน   เพียงแต่ว่าธรรมชาติเดิมแท้ของทุกข์ธรรมชาตินั้นไม่มีความเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายด้วยไฟของกิเลสตัณหาอุปาทาน  เมื่อเกิดขึ้น  ตั้งอยู่อย่างจางคลายไป  และเนื่องจากขาดเหตุปัจจัยให้เกิดสืบเนื่องต่อไปอีก จึงดับไปในขณะจิตหนึ่ง   แต่ที่ปุถุชนมีความรู้สึกเป็นทุกข์กันอยู่นี้ อันแท้จริงแล้วล้วนเป็นอุปาทานทุกข์ทั้งสิ้น  แต่เพราะอวิชชาจึงไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานทุกข์  กลับไปคิดว่าเป็นทุกข์ธรรมชาติเสียอีก (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา)
        ๒.ไม่รู้จักสมุทัย ว่าเหตุให้เกิดทุกข์มาจาก ตัณหา๓, หรือในแนวทางปฏิจจสมุปบาท คือ อาสวะกิเลส  ไม่เห็นเป็นไปอย่างแจ่มแจ้งแทงตลอด  กลับไปคิดนึกค้นหาเหตุปัจจัยอื่นๆว่าเป็นเหตุ เช่น พยายามดับรูป ดับนาม ดับเวทนา กันไปต่างๆนาๆเพราะคิดว่าเป็นเหตุ,   หรือโทษกรรมเก่าในชาติก่อน(กรรมวิบาก)อันแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆไม่ได้แล้ว อันไม่มีคุณประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น อันรังแต่ก่อให้เกิดอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นอุปาทานทุกข์ (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา)
        ๓.ไม่รู้จักนิโรธ เป็นเช่นใด ไม่เคยสัมผัสสภาวะว่างจากกิเลสตัณหาอันยังให้ใม่เกิดอุปาทานทุกข์,  หรือเข้าใจผิดคิดว่าผลอันเกิดแต่สมาธิหรือฌานเป็นสภาวะนิโรธ,  ไม่ทราบว่าดับทุกข์ได้แล้ว จักเป็นสุข(ในธรรม)เยี่ยงใด?  คุ้มค่าให้ปฏิบัติไหม?   มีจริงหรือเปล่า?   ทําให้มีความสงสัยอยู่ลึกๆแบบแอบซ่อนนอนเนื่องอยู่ในจิตตลอดมา  (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา)
        ๔.ไม่รู้จักมรรค ควรปฏิบัติอย่างไร?, ศึกษาแล้วยังไม่เข้าใจ,  ปฏิบัติไม่ถูก, ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน?,  ทําตัวไหนก่อน? (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา จึงยังให้เกิด ศีล - สัมมาสติ - สัมมาสมาธิ อย่างถูกต้องดีงาม)
        ๕.ความไม่รู้อดีต คือ การไม่รู้ระลึกชาติหรือภพที่เคยเกิดเคยเป็นในปัจจุบันชาติ หรือก็คือการย้อนระลึกขันธ์๕ที่เคยเกิดเคยเป็น กล่าวคือไม่รู้ไม่เข้าใจขันธ์๕ที่เคยเกิดๆดับๆ อันก่อให้เกิดอุปาทานทุกข์นั้นมีเหตุปัจจัยจากอะไร?  เพื่อเป็นเครื่องเตือน เครื่องรู้ เครื่องระลึก อันก่อให้เกิดปัญญา อันยังให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง  (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา)
         ๖.ความไม่รู้อนาคต คือ การไม่รู้อนาคต คือไม่รู้ไม่เข้าใจในการอุบัติ(เกิด) การจุติ(ดับ) ของขันธ์ทั้ง๕ว่าล้วนเป็นไปตามกรรมคือตามการกระทําที่มีเจตนาทั้งสิ้น   หรืออนาคตนั้นก็จักเป็นไปตามเหตุปัจจัยอันคือกรรมการกระทํานั่นเอง   และความทุกข์ในภายหน้าก็ล้วนเกิดดับอันเกิดแต่กรรมการกระทํา อันจักยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕เช่นเดิมหรือเกิดความทุกข์ขึ้นเฉกเช่นเดียวกับอดีตเพราะความไม่รู้จึงมิได้แก้ไข  กล่าวคือการรู้อนาคตเพราะการเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั่นเอง คือเมื่อเหตุเป็นเช่นนี้  ผลเยี่ยงนี้จึงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  อันเกิดขึ้นจากความเข้าใจในสภาวะธรรมอย่างแจ่มแจ้ง   (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา)
        ๗.ความไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต  (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา)
        ๘.ความไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ไม่ทราบ,ไม่รู้ธรรมชาติของทุกข์ คือ ไม่รู้กระบวนธรรมการเกิดขึ้น และการดับไปแห่งทุกข์ คือ ไม่รู้ในธรรมข้อที่ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยมาประชุมปรุงแต่งกัน อาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้นได้ตามหลักอิทัปปัจจยตา  เมื่อกําจัดเหตุปัจจัยบางประการเสียได้ ย่อมทําให้ธรรมนั้นไม่ครบองค์หรือขาดสมดุลย์ที่จะประชุมปรุงแต่งกันขึ้นมาได้   อุปาทานทุกข์หรือธรรมนั้นๆก็ย่อมไม่สามารถบังเกิดขึ้นได้  (เป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา)
        วิชชานี้ไม่ใช่วิชาความรู้ทั่วๆไปในทางโลกๆที่เรา เล่าเรียนศึกษากัน เป็นวิชาทางพุทธศาสตร์ในการดับทุกข์ อันไม่เกี่ยวเนื่องใดๆกับวิชาความรู้ในทางโลกทั้งหลาย  ดังจักเห็นได้ว่าในบางคนนั้นวิชาทางโลกนั้นสูง แต่กลับเต็มไปด้วยอวิชชาและความทุกข์  
        หรือเราอาจจักกล่าวได้ว่า อวิชชาก็คือตัณหา,อุปาทานหลักที่นอนเนื่องอยู่ในจิต(หมายความว่ายังไม่แสดงอาการหรือฤทธิ์ออกมา) และยังไม่มีวิชชาความรู้ความเข้าใจในการดับทุกข์มากําจัดมันออกไป จึงเรียกความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ว่าอวิชชา (หรือเพื่อให้เห็นเป็นภาพพจน์ที่ชัดเจนขึ้นอีกอาจกล่าวได้ว่า  คือตัณหาและอุปาทานในจิตใต้สํานึกที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิต ดังนั้นอวิชชาจึงทำหน้าที่คล้ายดั่งตัณหาที่นอนเนื่อง  ส่วนตัณหาและอุปาทานในขบวนปฏิจจสมุปบาทกองธรรมที่ต่อจากเวทนานั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นตัณหาหรืออุปาทานเฉพาะกิจหรือจรคือเกิดขึ้นในขณะจิตนั้นๆ   หรือตัวย่อยๆที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในปัญหานั้นๆ  ซึ่งเมื่อเรานําออกและละเสียอยู่เรื่อยๆ  อวิชชาหรือตัณหาอุปาทานหลักที่นอนเนื่องก็จักอ่อนแรงลง และหมดลงเช่นกัน
        ผู้ที่เข้าใจปฏิจจสมุปบาท,  อาจกล่าวได้ว่า อวิชชา คือความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอดในการดับทุกข์   ซึ่งฝังแน่นลงรากลึกอยู่ในจิต และไม่สามารถมองเห็นได้ในปุถุชน และเป็นต้นกําเนิดของความทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวง
         อวิชชาเกิดจากปัจจัยอันมีอาสวะกิเลสที่เกิดจากความทุกข์และสุขทั้งหลายที่ทิ้งผลร้ายหรือแผลเป็นเอาไว้ อันทําให้จิตขุ่นมัวและเศร้าหมอง เป็นตัวกระตุ้น เร่งเร้า กล่าวคือเป็นเหตุเป็นปัจจัยร่วมกันกับอวิชชา คือเมื่อไม่รู้ในความเป็นจริง กล่าวคือจึงไปยึดอาสวะกิเลสนั้นว่าเป็นเราของเราอยู่ลึกๆในจิต จึงไปขุ่นมัวเศร้าหมอง หรือเต้นไปตามอาสวะกิเลสนั้นๆ
         อาสวะกิเลส  เหล่านี้อันมี
    ๑. โสกะ ความโศก โศรกเศร้า แห้งใจ หดหู่ใจ โศรกเศร้าจากการเสื่อมหรือสูญเสียต่างๆเช่น โศกเศร้าของผู้ที่เสื่อมสุข เสื่อมญาติ เสื่อมทรัพย์ เสื่อมเกี่ยวด้วยโรค เสื่อมศีล เสื่อมทิฏฐิ เสื่อมยศ ฯลฯ.
    ๒. ปริเทวะ ความครํ่าครวญ โหยหา รํ่าไรรําพัน พิรี้พิไรรําพัน  อาการของความอาลัยอาวรณ์คิดคํานึงถึงในสุขหรือทุกข์ในอดีตที่เสื่อมหรือสูญเสียไปแล้ว เช่นโหยหา, อาลัย, ครํ่าครวญถึงสุข, ความสนุก, ญาติ, ทรัพย์, เกียรติ ฯลฯ.ที่เสื่อมหรือดับไปแล้วแต่อดีต อันอยากให้เกิดหรือไม่อยากเกิดขึ้นอีก   
    ๓. ทุกข์ ความทุกข์ทางกาย ความไม่สบายกายทั้งหลาย ความจดจําได้ ความกลัว ในความเจ็บปวด ความป่วยไข้ การบาดเจ็บ
    ๔. โทมนัส เศร้าใจ เสียใจ ความทุกข์ทางจิต ความไม่สําราญทางจิต อารมณ์ไม่ดีเป็นทุกข์ หดหู่ เศร้าหมอง เกิดแต่ไม่ได้ตามใจปรารถนา
    ๕. อุปายาส ความขุ่นเคือง คับแค้นใจ ขุ่นข้อง เช่น ความโกรธ ความอาฆาต พยาบาท ขุ่นเคือง หรือเกิดจากความคับแค้นใจหรือถูกเบียดเบียน รังแก เอาเปรียบ หรือไม่ได้ดังใจปรารถนา
        อาสวะกิเลสที่เกิดจากความทุกข์เหล่านี้ที่หมักหมม นอนเนื่อง ซึมซ่าน ย้อมจิต เป็นตัวกระตุ้น เร่งเร้า ขับไส ผลักดันเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันร่วมกับอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริง  กระตุ้นสังขารให้ผุดขึ้นหรือเจตนาขึ้นมาอันเป็นเหตุปัจจัยอันก่อให้เป็นทุกข์  ปล่อยให้เป็นไปจนเป็นทุกข์ตามขบวนการเกิดของทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท(ดูภาพการเป็นเหตุปัจจัยร่วมกัน)  อันจักหมุนดําเนินต่อไปไม่รู้จักจบ จักสิ้น เนื่องจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจจึงหยุดวงจรแห่งทุกข์นั้นไม่ได้,  และเหล่าอาสวะกิเลสเหล่านี้จะหมักหมม นอนเนื่องอยู่ในจิต ตามปกติจะมองไม่เห็นเช่น โกรธเกลียดใครอยู่คนหนึ่ง และไม่พบกันเป็นเวลานานๆ  เมื่อกาลเวลาผ่านไปเป็นเวลาหลายปีเมื่อมาเจอกันอีก อาสวะกิเลส(อุปายาส-ความขุ่นข้อง คับแค้นใจ)ที่นอนเนื่องสงบอยู่ จนไม่เคยคิดว่ายังมีอยู่  จะเกิดขึ้นทันที เปรียบได้ดั่งนํ้าที่แลดูใสสะอาดแต่มีตะกอนนอนก้นอยู่ เมื่อมีสิ่งใดมากวนก็จะฟุ้งกระจายขึ้นมาแสดงความไม่บริสุทธิ์ให้เห็นทันที    แต่มันไม่จบแค่นั้น มันร่วมเป็นปัจจัยกับอวิชชาความไม่รู้ให้ทํางานเริ่มวงจรของทุกข์...เริ่มสังขารในปฏิจจสมุปบาท เช่นความคิดที่เป็นทุกข์ ก่อทุกข์ใหม่ขึ้นอีกครั้ง ให้เป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอีก,  นอกจากตกตะกอนนอนเนื่องแล้วยังมีแขวนลอยเป็นเชื้อโรคอยู่ในจิตเฉกเช่นเดียวกับนํ้า ที่มีทั้งแขวนลอยและตกตะกอน อาการพวกแขวนลอยได้แก่มีอาการหดหู่ หงุดหงิดมีโทสะกรุ่นๆโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ ขุ่นมัว เศร้าหมอง   มักไม่เห็นเหตุที่เกิด นอกจากใช้ตาปัญญาเท่านั้น  อาการอย่างนี้เป็นได้นานๆมาก ล้วนเป็นผลมาจากพิษภัยอันร้ายกาจของอาสวะกิเลส  และเพราะอาสวะกิเลสนั้นก็เป็นสภาวะธรรมชาติที่เกิดจากความจํา(สัญญา)ดังนั้นจึงคงมีอยู่อันเป็นสภาวะธรรม(ชาติ),  เราจึงจําเป็นต้องมีวิชชาไม่ปล่อยไปตามอาสวะกิเลสนั้นๆ จนกว่าจักสิ้นอาสวะกิเลส(หมายถึงดับกิเลสโดยสัญญาจํายังมีอยู่  แต่ไม่มีผลใดๆต่อสภาวะจิตใจเนื่องจากเข้าใจสภาวะธรรมระดับสูงสุดแล้ว)เป็นการถาวร  ดั่งนี้ท่านคงเห็นแล้วอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริงแห่งธรรม(ชาติ)นั้นเป็นตัวสําคัญที่สุด เข้าใจยาก กําจัดยาก  พระพุทธองค์จึงทรงจัดไว้ลําดับสุดท้ายใน สังโยชน์ ๑๐ (ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์)ที่ต้องกําจัดก่อนถึงนิโรธ
        แล้วธรรมอันใดเล่าที่เราจักนําไปใช้ในการปราบพญามารนี้ พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนแล้วในอริยสัจ๔ คือ มรรค๘ ทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์(ดูอริยสัจ) อันจักต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดมรรค ๑๐ ในที่สุด (มรรคเพื่อการปฏิบัติมี๘ เพื่อยังให้เกิดมรรคมีองค์๑๐ของพระอริยเจ้า)    ซึ่งจะขอเน้นองค์ธรรมที่สําคัญที่ใช้เป็นหัวกระบวนรบนี้ "โลกุตรสัมมาทิฏฐิ หรือ สัมมาญาณ อันเป็นมรรคองค์ที่๙  ซึ่งจะยังให้เกิดมรรคองค์ที่๑๐ อันคือ สัมมาวิมุตติอันคือสุขจากการหลุดพ้น(นิโรธ,นิพพาน)ของเหล่าพระอริยเจ้า" นั่นเอง    ก่อนอื่นต้องขอกล่าวซํ้ากับเรื่องที่พูดในขันธ์๕เรื่องเวทนาไปแล้ว องค์ธรรมนี้ไม่ใช่องค์ธรรมในระดับศีล และธรรม หรือทางโลกทั่วๆไป(โลกียธรรม) เพราะอวิชชานั้นกล้าแกร่ง ต้องเป็นระดับโลกุตตระคือระดับเหนือโลก(มิได้หมายถึงอิทธิฤทธิ์)อันหมายถึงรู้เข้าใจตามสภาวะเป็นจริงของธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ  ชึ่งจักบังเกิดขึ้นได้โดยวิธีโยนิโสมนสิการ หรือธรรมะวิจยะเท่านั้น คือการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายอันมีสติและสมาธิเป็นเครื่องสนับสนุน  ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการอ่าน การฟัง หรือเชื่อตามโดยศรัทธาฝ่ายเดียว  ต้องเอาธรรม(ธรรมชาติ)เป็นข้อพิจารณาโดยตรงจนเชื่อมั่นชนิดถึงใจ กระแทกใจ เข้าไปอย่างลึกซึ้งถึงที่สุด กล่าวคือ จนเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นและเป็นไปเยี่ยงนั้นด้วยเหตุด้วยผลจริงด้วยตนเองเท่านั้น จึงจักกําหราบอวิชชาพญามารนี้ได้  เพราะในภาวะนี้เท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนทัศนะคติ ความเชื่อ ความยึดถือ อุดมคติเดิมๆ  ดังเช่น ทิฏฐปุาทานความยึดมั่นตามความเชื่อความเข้าใจของตัวของตน  หรือสีลัพพตปาทานการเชื่อการปฏิบัติตามที่ยึดถือสืบต่อๆกันมา  ที่มีและสั่งสมมาตั้งแต่เกิดจวบจนปัจจุบัน หรือนานเสียจนไม่รู้ว่าสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้วนั้นให้คลายดับไป   เป็นการเชื่อหรือเข้าใจอย่างถูกต้องดีงามตามธรรมนั้นๆ   จึงจักสามารถปราบอวิชชานี้ได้อย่างเด็ดขาด  มิใช่ใช้การกด,ข่มไว้ อย่างการใช้กำลังสมาธิกดข่มไว้ ซึ่งไม่เป็นการถาวร  อันอุปมาดั่งหินทับหญ้า เมื่อยกหินออกเมื่อใดก็จักงอกงามขึ้นมาใหม่ ไม่เป็นไปเพื่อการกําจัดไปอย่างถาวรสิ้นเชิง,  ดั่งนี้จึงจักเกิดความมั่นคงดุจหินผาในคุณธรรม เป็นนิรันดร์ตลอดไป
        ข้าพเจ้าคงจะเขียนแนะแนวได้อย่างหยาบๆเท่าที่พอรู้อยู่บ้างเท่านั้นอันล้วนบังเกิดขึ้นโดยการพิจารณาธรรม(ธรรมะวิจยะ)โดยการโยนิโสมนสิการ(พิจารณากระทําในใจโดยละเอียดและแยบคาย), ข้าพเจ้าก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหาทางพ้นทุกข์เช่นกันโดยศึกษาจากหนังสือต่างๆของท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล, ท่านพุทธทาส, หลวงพ่อพุธ ฐานิโย  และโดยเฉพาะหนังสือ "พุทธธรรม"ของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ท่านหลวงปู่เทสก์เทสรังสี .....ฯลฯ  จนใคร่ขอกราบแทบเท้าของปูชนียบุคคลของข้าพเจ้าไว้ ณ.ที่นี้ด้วย, ท่านทั้งหลายนี้ได้ช่วยแนะแนวจนข้าพเจ้าเกิดปัญญาพอนําไปใช้แก้ทุกข์ทางโลกทั้งหลาย จนมีความสุขสบายใจพอสมควร ชื่นอกชื่นใจในรสพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่โปรดประทานธรรมอันยิ่งใหญ่นับแต่โลกนี้อุบัติมา เพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ตกอยู่ในห้วงสมุทรแห่งทุกข์  และแก่นธรรมของพระองค์สามารถปฏิบัติได้จริง  เป็นวิทยาศาสตร์ชั้นสูงโดยแท้  ไม่ใช่ของงมงาย  ไม่ใช่ไสยศาตร์  ไม่ใช่เวทมนต์  ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์  หรือล้าสมัย อย่างที่เข้าใจและคิดในตอนแรก  ไม่ใช่ของเกินเอื้อมหรือเป็นแค่ทฤษฎีหรือปรัชญาจนปฏิบัติไม่ได้ตามความคิดที่เคยยึดถือ เคยเข้าใจจากการฟัง จากการอ่าน จากการปรุงแต่งฟุ้งซ่านมาอย่างผิดๆงมงาย  ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดบันทึกธรรมเล่มนี้ของข้าพเจ้าขึ้นมา เพื่อเผยแผ่ธรรมบางประการที่ข้าพเจ้าพอจักเข้าใจอยู่บ้าง เพื่อเกื้อกูลกัลยาณมิตรนักปฏิบัติและผู้ใฝ่ในธรรมเพื่อการดับทุกข์  และเป็นการตอบแทนพระคุณของพระพุทธศาสนา
        การปฏิบัตินี้ข้าพเจ้าเขียนตามภพภูมิความเข้าใจของข้าพเจ้าล้วนๆเป็นหลัก  อาจแปลกตาหรือแปลกใจท่านบ้าง แต่ก็ยืนอยู่ในหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมั่นคง  ท่านต้องไปแยกพินิจพิจารณาโดยวิธีโยนิโสมนสิการ ตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะในกาลามสูตร  สิ่งใดท่านพิจารณาโดยละเอียด และแยบคาย(ฉลาดในธรรม)แล้ว เห็นว่าถูกต้องก็เก็บไว้ สิ่งใดไม่ดีขัดกับความเข้าใจของท่านก็ทิ้งไป  แต่ขอให้ทิ้ง มานะ และ ทิฏฐุปาทานลงเป็นการชั่วคราว (ท่านต้องพยายามจริงๆเพราะมานะนี้และทิฏฐุปาทานนี้ บุคคลที่จักละได้สิ้นมีแต่อริยสาวก ระดับพระอรหันต์เท่านั้น เพราะฉนั้นโปรดพยายามใช้สติระงับไว้ชั่วคราว) ให้พิจารณาโดยใช้ข้อธรรมในข้อ อุเบกขา (เห็นเข้าใจตามความเป็นจริง โดยวางใจเป็นกลาง) ใน สัมโพชณงค์๗  วางความเชื่อ ความเข้าใจ ความรู้เดิมๆไว้ชั่วขณะ แล้วประโยชน์อันสูงสุดจักบังเกิดแก่ท่านเป็นอัศจรรย์
        อนึ่งท่านที่ปฏิบัติสมถะสมาธิและวิปัสสนามาจนแก่กล้าแล้ว แต่ยังมีปัญหา คือ ไม่คืบหน้าไปตามสมควร อย่าโกรธหรือท้อแท้ แต่สํารวจตัวท่านเองอย่างละเอียดถ่องแท้อันไม่มีใครทราบได้นอกจากท่านคนเดียว  ขออย่าได้เอาความรู้สึกที่ว่าดี, ดีสุดยอดแล้ว ดีอยู่แล้ว มาร่วมด้วยโดยเด็ดขาด ขอให้ขาดจากความรู้สึกเชื่อมั่น ยึดมั่น ว่าดีแล้วดังกล่าวชั่วขณะ
        จริงๆแล้วสัมมาทิฎฐิ และ สัมมาดําริ(สังกัปปะ)ในมรรคองค์๘มันทํางานสลับสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอด ไม่สามารถแยกแยะออกจากกันโดยเด็ดขาด ถ้าเราพยายามไปแยกหรือกังวลกลัวปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเร็วอาจจะทําให้ติดขัดได้ จะเห็นชอบก็ต้องมีดําริชอบก่อน จะมีดําริชอบก็ต้องมีเห็นชอบ จะคล้ายปัญหาไก่กับไข่อันไหนเกิดก่อนกัน ต่างทํางานประสานร่วมกัน แต่ถือว่าสัมมาทิฎฐิเป็นตัวฐานกําเนิดของมรรค๘ ตามพุทธพจน์ ดังกล่าวไว้ในเรื่องมรรคในอริยสัจ  แต่ในระดับที่ต้องการพ้นทุกข์นั้นจําเป็นต้องใช้ในระดับโลกุตตระ
        โลกุตตรสัมมาทิฎฐิ หรือสัมมาญาณ คือ ปัญญาชอบ ความเห็นชอบ เข้าใจชอบอย่างถูกต้องอย่างแยบคาย เห็นตามความเป็นจริงตามสภาวะธรรม(ชาติ)แท้ๆ โดยอุเบกขา(ใจเป็นกลาง)ในระดับเหนือโลกคือพ้นจากอํานาจของกิเลส ตัณหาตลอดจนทัศนคติ ความเชื่อเดิมๆ  มาเจือปนให้เกิดอคติใดๆ,  เห็นชอบ เข้าใจชอบในอวิชชา  ต้องทราบว่าตัวอวิชชามีอยู่ในจิตแบบใด ทํางานอย่างไรดังได้อธิบายไว้โดยสังเขปเบื้องต้น  เปรียบประดุจ ช่างยนต์ต้องมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกต่างๆอย่างดีจึงจักสามารถซ่อมเครื่องยนต์ได้  ถ้าท่านไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์อาจจะต้องรื้อหมดยกเครื่องทั้งคัน ทั้งๆที่แค่นมหนูในคาบิวเรเตอร์ตันเพียงเอาลมเป่าก็จบแล้ว  เช่นเดียวกันท่านต้องเข้าใจในอวิชชาว่าทํางานอย่างไร(ศึกษาจากปฏิจจสมุปบาทมีกล่าวถึงกระบวนการทํางานของทุกข์ไว้) เมื่อท่านศึกษาแล้วจะรู้จะเข้าใจว่า มันเนื่องมาจากความทุกข์(อุปาทานทุกข์)ที่ก่อให้เกิดอาสวะกิเลส   อันเป็นปัจจัยร่วมกับอวิชชา แล้วเป็นไปตามกระบวนการเกิดทุกข์ คือ เกิดตัณหา และอุปาทานตัวใหญ่สุด,ประณีตที่สุด,ละเอียดที่สุด  กล่าวได้ว่าเป็นหัวหน้าพญามารของมารทั้งหลายทั้งปวง,   เห็นและเข้าใจในโทษอันมหันต์ของอวิชชา  กล่าวได้ว่าความทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลตั้งแต่เราอุบัติขึ้นในโลกนี้เกิดจากอวิชชาความไม่รู้และไม่รู้เท่าทันคือยังไม่มีวิชชา จึงปล่อยไปตามกิเลสตัณหาอันมีคุณอยู่สิ่งเดียวแท้ๆคือตัณหาที่อยากพ้นทุกข์ เป็นการเอาตัณหาดับตัณหา นอกนั้นเป็นสิ่งจอมปลอมทั้งสิ้น มีแอบแฝงกิเลสและตัณหาอยู่ทุกขณะจิต แม้กระทั่งการทําบุญทํากุศลก็เพื่อมุ่งหวังชีวิตที่ดีขึ้นในภพนี้, ภพหน้า หรือหน้าตาในวงสังคม อยู่ลึกๆในจิตโดยไม่รู้ตัว
-เห็นเข้าใจอริยสัจ    กระทํากิจในอริยสัจ๔ อันมี ๑๒ ญาณทัศนะหรือ ๑๒ ข้อ (อ่านอริยสัจ)
-เห็นหรือเข้าใจว่า อวิชชามันมีจริงคือความไม่รู้ และไม่รู้เท่าทัน(สติ)ตามความเป็นจริงในเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ จึงแสดงผลออกมา เข้าใจให้ได้ว่ามีอยู่จริงๆ
-เห็นหรือเข้าใจกระบวนการทํางานของทุกข์ว่า  เมื่อเกิดอุปาทานทุกข์ใน ชรา-มรณะ ก็จะเกิดอาสวะกิเลส แล้วเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอวิชชา โดยคิดนึกเปรียบเทียบจากอดีต ตามความเป็นจริงจนเห็นหรือเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  ถ้าไม่เห็นเช่นนั้นท่านต้องหาคําตอบมาตอบตัวเองให้ได้ เพราะปล่อยเป็นวิจิกิจฉา(สงสัย ลังเล)ไว้ไม่ได้ เพราะเป็นการตัดทอนกําลังของปัญญาในธรรม
-เห็น หรือเข้าใจ ในโทษอันมหันต์ที่สุดของอวิชชาที่แอบแฝง ล่องหน อยู่ในจิตจนปุถุชนมองไม่เห็นตัวการใหญ่แห่งความทุกข์นอกจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆความคิดนึกปรุงแต่ง ที่ก่อให้เกิดทุกข์ ทุกชนิดล้วนก่อกําเนิดมาจากอวิชชาทั้งสิ้น  จึงมาเร่งเร้าผลักดันอยู่เบื้องหลังอย่างแอบแฝงและเร้นลับตลอดเวลาไม่เคยหยุดแม้ขณะหลับ ตั้งแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบันกาลนี้ในปุถุชนทุกผู้ทุกนาม ยกเว้นผู้ที่กําจัดอวิชชาจนจบสิ้น
        การเห็น, เข้าใจในโลกุตตรสัมมาทิฎฐินั้น ต้องเป็นการเห็นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจริง  ไม่ใช่อ่านแล้วเข้าใจก็จบ  คิดว่าเข้าใจแล้ว(เป็นเช่นนี้ส่วนใหญ่) ต้องมาจากโยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาโดยแยบคายตามความเป็นจริงของธรรมชาติ (ที่ไม่ใช่จากความอยากให้เป็นไปหรือการปรุงแต่งใดๆของเรา)  มีวิจิกิจฉา(ความสงสัยใดๆ)ไม่ได้  ถ้าท่านยังรู้สึกมีวิจิกิจฉาอยู่ก็ต้องพิจารณาต่อ (ไม่ได้หมายความว่าต้องทําวันเดียวจบ) จนหายสงสัยจนหมดสิ้น  เพราะสัมมาทิฎฐินี้จะต้องมั่นคงดุจภูผาใหญ่ เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างความยึดถือเข้าใจใหม่ของจิต เป็น จิตพุทธะ ผู้ไม่มีอาสวะกิเลสและอวิชชา เนื่องจากการเห็นมหันตโทษ   จิตเมื่อรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วก็จะค่อยๆถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นออก บางคนอาจจะถอดถอน(หรือเข้าใจ)ออกเป็นชุดใหญ่ๆในขณะจิตเดียวที่เรียกว่ามรรคสมังคี หรือ ธรรมสามัคคีขึ้นอยู่กับจริต และเหตุที่ปฏิบัติ ไม่เหมือนกันทุกคน (อย่าไปคิดบังคับให้มีให้เกิดเพราะทําเหตุปัจจัยถูกมันก็เป็นเอง ควบคุมให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้)
         สังขารเข้าใจแล้วว่ามาจากอาสวะกิเลสเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอวิชชา  ต้องลดกําลังของอาสวะกิเลส......ฯลฯ.เมื่อท่านตัดการส่งกําลังบํารุงอย่างถูกต้องมีหรือที่ข้าศึกจะไม่ยอมแพ้ หมั่นปฏิบัติแบบสบายๆอยู่เป็นประจํา  ไม่จําเป็นต้องนั่งสมาธิในรูปแบบ แต่จิตขณะนั้นต้องปลอดโปร่งจากสิ่งขุ่นมัวก็ใช้ได้(ขณิกสมาธิ)  ทําในชีวิตประจําวันทั่วไป  เห็นการเกิดขึ้นต่างๆในจิตอย่างเข้าใจว่าล้วนเป็นไปตามกระบวนธรรมของขันธ์๕ หรือปฏิจจสมุปบาทล้วนสิ้น
        ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่าเมื่อเราเข้าใจและดับทุกข์ในปัจจุบันของเราไปอย่างสมํ่าเสมอเมื่อนั้นอวิชชาก็จะอ่อนกําลังไปตลอดเวลา  ไม่มีกําลังใหม่มาเสริม อันเนื่องมาจากอาสวะกิเลสอันเกิดจากทุกข์ลดน้อยถอยลงไปทุกขณะที่มีสติ จนในที่สุดมันไม่สามารถอยู่ได้เพราะขาดเหตุปัจจัยมาสนับสนุน  หรือเมื่อปัญญาหรือวิชชามีกําลังเหนือกว่าอวิชชา เพราะทุกขณะจิตที่ทุกข์ไม่เกิด กําลังของปัญญาหรือวิชชาก็จักเจริญเติบโตกล้าแข็งขึ้นทุกขณะจิตเช่นกัน จนเหนือกว่าอวิชชา ทําให้เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงของธรรมชาติ วันนั้นก็เป็นการสิ้นสุดการปฏิบัติของเราสิ้นภพอันเป็นสภาวะที่เกิดใหม่ สิ้นชาติแห่งการกระทําอันเป็นทางเกิดแห่งทุกข์

จิตไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง(กิเลส) อวิชชาอันนอนเนื่องอยู่ก็ไม่ทํางาน
สังขารก็ย่อมเกิดไม่ได้...........ทุกข์อุปาทานก็ย่อมเกิดไม่ได้
ถ้าลดอาสวะกิเลสยังไม่ได้ให้ปรับจิตที่ขุ่นมัวแทนคือยังมีเหลืออยู่แต่น้อยลง อวิชชาก็ย่อมเบาบางลง เป็นเหตุปัจจัยกัน
อวิชชาเบาบางลง เป็นปัจจัยให้ สังขารคิดอันก่อทุกข์น้อยลง เป็นเหตุปัจจัยกัน
สังขารน้อยลง เป็นปัจจัยให้ เวทนา(หรือสังขารขันธ์)น้อยลง เป็นเหตุปัจจัยกัน
เวทนาน้อยลง เป็นปัจจัยให้ ตัณหาน้อยลง เป็นเหตุปัจจัยกัน
ตัณหาน้อยลง เป็นปัจจัยให้ อุปาทานน้อยลง เป็นเหตุปัจจัยกัน
อุปาทานน้อยลง เป็นปัจจัยให้ ทุกข์อุปาทานขันธ์๕และกิเลสขุ่นมัวพึงเกิดน้อยลงเป็นเหตุปัจจัยกัน........วนเวียนเป็นวงจรถอดถอนอย่างนี้เช่นกัน ทุกข์ก็จักน้อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงสภาวะนิโรธ
ทุกข์อันเกิดแต่ขันธ์๕ทั้งทางใจและกายนั้นมีเป็นปกติอันเป็นสภาวะธรรมชาติ
แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์
--------------------------

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

24: พระนิพพาน

1) บรรดานักคิดนักแต่งทั้งหลาย ได้พากันโฆษณามาหลายร้อยปีแล้วว่า พระนิพพานเป็นสภาพสูญ แต่พอมาอ่านหนังสือของพระอรหันต์ท่านเขียน คือ หนังสือวิสุทธิมรรค ท่านกลับยืนยันว่าพระนิพพานไม่สูญ ดังท่านจะเห็นตามบาลีทั้ง 8 ที่ท่านยกมาเป็นองค์ภาวนานั้น คือ มัททนิมมัทโน พระนิพพานตัดความเมาในชีวิต วิปาสวินโย นิพพานบรรเทาความกระหายในกามคุณ 5 อาลยสมุคฆโต พระนิพพานถอนอาลัยในกามคุณ วัฏฏปัจเฉโท พระนิพพานตัดวนสามให้ขาด ตัณหักขโย พระนิพพานมีตัณหาสิ้นแล้ว หรือสิ้นตัณหาแล้วเข้าสู่พระนิพพาน วิราโค มีความเบื่อหน่ายในตัณหา นิโรโธ ดับตัณหาได้สนิทแล้ว โดยตัณหาไม่กำเริบอีก นิพพานัง มีความดับสนิทแล้วจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม อันเป็นเหตุให้เกิดอีกในวัฏฏสงสาร
ความหมายตามบาลีที่ท่านว่าไว้นี้ ไม่ได้บอกว่าท่านที่ถึงนิพพานแล้วสูญ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นความเห็นผิด เมื่อบาลีท่านยันว่า นิพพานไม่สูญแล้ว ท่านบรรดานักเขียนนักแต่งทั้งหลาย ท่านเอามาจากไหนว่า นิพพานสูญ อันนี้น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดอะไรกันสักอย่าง เพราะมีพระบาลีบทหนึ่งว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง แปลว่า นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง ท่านอาจจะไปคว้าเอา ปรมัง สุญญัง โดยเข้าใจว่า สูญโญเข้าให้ เรื่องถึงได้ไปกันใหญ่


2) นิพพาน นิพพาน เขาแปลว่า ดับ คือดับความชั่ว ได้แก่ โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง เป็นอารมณ์จิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีความชั่วเจือปน เขตของพระนิพพานไม่มีความตาย ไม่มีการป่วย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น ถ้าท่านพุทธบริษัทสงสัย ก็พยายามฝึกมโนมยิทธิ หรือ ทิพย์จักขุญาณได้พอสมควร ท่านจะรู้ได้รู้จักสภาวะของ พระนิพพาน ดีกว่าอ่านหนังสือแล้วก็เดาเอา


3) พระนิพพาน มีแดนไหม หรือว่าพระนิพพานสูญ สูญหรือไม่สูญมีแดนหรือไม่มีแดน ถ้าเราคือสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ต้องคิด คิดว่าธรรมใดที่องค์สมเด็จพระธรรมสามิสร สอนเราในชาตินี้ ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า นี่เป็นเชื้อของความทุกข์ มันก็ทุกข์จริง ๆ อันนี้เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข มันก็สุขจริง ๆ อันนี้ของสกปรกโสมมมันไม่สะอาด มันก็สกปรกจริง ๆ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรา เราพิจารณาเห็นแล้วว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ฉะนั้นแดนที่มีความสุขจริงอย่างยิ่ง ไม่มีทุกข์เจือปน ก็คือ แดนพระนิพพาน แดนพระนิพพานก็เป็นแดนจริง ๆ มีความสุข จริง ๆ และก็ต้องมีจริง


4) สำหรับท่านที่รักการปฏิบัติจริง เรื่องมรรคผลนิพพานเป็นเรื่องใหญ่ นิพพานที่เข้าใจกันว่าสูญนั้นเป็นการเข้าใจผิดชัด ๆ ความจริงนิพพานไม่สูญ เป็นแดนพิเศษที่เหนือเทวดาและพรหม มีความสวยสดงดงามมากกว่าเทวดาและพรหม มีความสุขละเอียดกว่า สุขุมกว่า ไปไหน มาไหนได้สบาย ไม่มีสภาพสิ้นซากหรือไร้ความรู้สึก


5) ถ้าอยากจะเห็นพระนิพพาน ต้องเจริญวิปัสสนาญาณ ให้ได้บรรลุพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ อาศัยญาณที่ได้ไว้ในสมัยโลกียฌาน และอาศัยผลที่เป็นพระอริยะ ท่านเรียกญาณที่ได้ว่า วิมุตติญาณทัสสนะ แปลว่า หลุดพ้นจากกิเลสพร้อมด้วยฌานเป็นเครื่องรู้ เท่านี้พระนิพพานก็ปรากฏชัดแก่ญาณจักษุ พระโสดาบันนี้ได้แต่เห็นพระนิพพาน ยังอาศัยนิพพานเป็นที่พักผ่อนไม่ได้ ถ้าสำเร็จอรหัตตผลแล้ว ท่านก็ไปนอนค้างบนนิพพาน อันเป็นสถานที่อยู่สำหรับตนได้เลย บนนิพพานก็คล้ายกับพรหม มีวิมาน แต่วิจิตรมาก ร่างของท่านที่เข้าพระนิพพานเป็นทิพย์ ละเอียด ใสสะอาด ใสคล้ายแก้วประกายพรึก มีรัศมีสว่าง มากกว่าพรหม อย่างเทียบกันไม่ได้เลย มีความสุขที่สุด อย่างไม่มีอะไรเปรียบ เพราะความรู้สึกอย่างอื่นไม่มี มีแต่จิตสงเคราะห์


6) ถ้าถามว่า ถ้าคนเขาอยากไปพระนิพพานเป็นตัณหาไหม ก็เห็นจะ 99 เปอร์เซ็นต์ที่ตอบว่า คำว่าอยาก แปลว่า ตัณหา ในเมื่ออยากไปพระนิพพาน ก็แสดงว่าเป็นตัณหาเหมือนกัน ก็เลยบอกว่านี่แกเทศน์แล้วแกก็เดินลงนรกเลยสบาย ไปเสียคนเดียวก่อน ดีกว่ามาชวนชาวบ้านเขาไปอีก ถ้าต้องการไปนิพพาน เขาเรียกว่า ธรรมะฉันทะ มีความพอใจในธรรม เป็นอาการซึ่งทรงความดี พวกเราฟังแล้วจำไว้ด้วยนะ ถ้าใครเขาถามจะได้ตอบถูก


7) การเข้าพระนิพพานไม่มีอะไรยาก เพียงแต่ชนะใจตัวเองเท่านั้นคือ
- ไม่ทำหรือคิดว่าจะทำความชั่วทุกอย่าง(ตามแบบศีล 5 )
- สร้างความดีที่ทำให้เกิดความสุขแก่ตนและคนอื่นทุกอย่าง
- ชำระใจให้เข้าใจในเหตุผล เคารพตามความเป็นจริง ไม่มีอารมณ์ฝืนกฎธรรมดา เห็นโลกเป็นทุกข์ตามความเป็นจริง รู้เหตุที่จะทำให้เกิดทุกข์ คือ ความอยากไม่รู้จบ ไม่สนใจกับความเคลื่อนไปของสิ่งมีชีวิต ไม่ต้องการความเกิดรู้ตัวเสมอว่าทรัพย์สินที่หามาได้นั้น เราไม่มีโอกาสปกครองได้ตลอดกาล เมื่อถึงเวลาต้องพลัดพรากจากมันเป็นปกติ เมื่อมันจากเรา หรือเราจากมัน ไม่มีอารมณ์เป็นห่วงหรือหนักใจ เห็นความตายเป็นกีฬาสำหรับเด็ก เท่านี้จะทำให้ใจสบาย เรื่องสวรรค์หรือพรหมถือว่าต่ำเกินไป ไปนิพพานเลยดีกว่า นิพพานมีแต่สุข หาทุกข์ไม่ได้


8) ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง มีอารมณ์จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ จิตมันก็ไม่ถอย เมื่อจิตมันไม่ถอยทำอย่างไร ก็มีอย่างเดียว การก้าวไปสู่พระนิพพาน


9) แต่ว่าขอเตือนสักนิด ถ้าจะทำจิตของเราให้ทรงอารมณ์เป็นพระนิพพานจริง ๆ ขอบรรดาท่านภิกษุ สามเณร และท่านพุทธบริษัทชายหญิง จงพยายามทรงทรงอารมณ์ บารมี 10 ประการ ไว้ให้ครบถ้วน อันนี้ทิ้งไม่ได้ เกาะบารมี 10 ประการ ว่าสิ่งไหนบ้างที่ยังไม่มีสำหรับเราเรายังบกพร่อง อย่าให้บกพร่อง และใช้กำลังสมาธิควบคุมให้ทรงตัวให้มีกำลัง จรณะ 15 ที่เป็นกำแพงกั้น ที่จะไม่ให้เราตกอยู่ในภาวะของความชั่วแห่งจิต และใช้ อิทธิบาท 4 เป็นเครื่องสนับสนุน ให้เราเข้าถึงความสุข ทรงกำลัง 3 ประการให้ทรงตัว แล้วใคร่ครวญหาความจริงว่า ร่างกายมันเป็นโทษ มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา หาความดีไม่ได้ เกิดเป็นคน เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม ก็ไม่พ้นทุกข์ จิตยึดอารมณ์พระนิพพานเป็นอารมณ์


10) การเป็นพระอรหันต์ไม่เห็นยาก คือ ตัดความพอใจในโลกทั้งสาม มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ตัดราคะ ความเห็นว่ามนุษย์โลกสวย เทวโลกสวย พรหมโลกสวย โลกทั้งสามไม่มีความหมายสำหรับเรา เราไม่ต้องการสิ่งที่เราต้องการคือ พระนิพพาน มีความเยือกเย็นเป็นปกติ ไม่เห็นอะไรเป็นเราเป็นของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทบถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา มีขนตกอยู่เป็นปกติ คือว่าไม่มีการสะดุ้งหวาดหวั่นอันใด


11) พระอรหันต์ย่อมไม่ปรากฏเห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นเราเป็นของเรา ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของดีและก้ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของเลว ทั้งนี้เพราะพระอรหันต์ยอมรับนับถือกฎแห่งความเป็นจริง ว่า ธรรมดาของโลกนี้เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เป็นกฎธรรมดาไปหมด ไม่มีอะไรเป็นเครื่องสะเทือนใจ พระอรหันต์ เขาด่าก็ไม่สะเทือนใจ เขาชมก็ไม่สะเทือนใจ อะไร ๆ เกิดขึ้นมาทั้งทีก็เป็นเรื่องธรรมดา


12) ถ้าจะถึงอรหันต์ ทีนี้อารมณ์ใจมันสบายทุกอย่าง คือว่าไม่หลงในฌาน ฌานทุกอย่าง ทั้ง รูปฌาน และ อรูปฌาน เราพอใจ แต่คิดแต่เพียงว่านี่เป็นบันไดก้าวขึ้นสู่อริยะเบื้องสูงเท่านั้น ไม่ใช่มานั่งหลงว่ากันทั้งวันทั้งคืน นั่งกรรมฐานตลอดวันตลอดคืน นั่นมันยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ ทีนี้หลงในฌานไม่มี ตัวมานะ ถือว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขาไม่มี และอาการณ์ฟุ้งซ่าน สอดส่ายไปสู่อารมณ์อกุศลไม่มี และตัวสุดท้ายก็เห็นว่าโลกทั้ง 3 โลก คือ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ไม่มีความหมายสำหรับเรา เห็นสภาวะของโลกทุกอย่างนี้ทั้ง 3 โลก มันเป็นแดนของความทุกข์ สิ่งที่มีความสุขที่สุดคือ พระนิพพาน อันนี้ ถ้าเป็นสุขวิปัสสโก ท่านจะมีความสบายมาก สบายในอารมณ์ ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า พระนิพพานมีจริง และพระนิพพานเป็นดินแดนของความสุข แม้ท่านจะไม่เห็น หากว่า พระวิชชาสาม ก็ดี อภิญญา 6 ก็ดี ปฏิสัมภิทาญาณก็ดี นี่เขาไปที่พระนิพพานได้เลย จะสามารถเห็นพระนิพพานได้เท่า ๆ กับเห็นของที่มองอยู่ตรงหน้า แล้วเขาก็จะรู้สภาวะว่า ถ้าเขาทิ้งอัตภาพนี้แล้ว เขาจะไปอยู่ตรงไหน เพราะพระนิพพานไม่ได้มีสภาพสูญ เขาก็เข้าสู่จุดของเขาเลยที่พระนิพพาน เข้าที่อยู่ได้ ไปไหวพระพุทธเจ้าได